2007/Nov/16

My tea's gone cold, I'm wondering why
I got out of bed at all
The morning rain clouds up my window
and I can't see at all
And even if I could it'd all be grey,
but your picture on my wall
It reminds me that it's not so bad,
it's not so bad

I drank too much last night, got bills to pay,
my head just feels in pain
I missed the bus and there'll be hell today,
I'm late for work again
And even if I'm there, they'll all imply
that I might not last the day
And then you call me and it's not so bad,
it's not so bad and

I want to thank you
for giving me the best day of my life
Oh just to be with you
is having the best day of my life

Push the door, I'm home at last
and I'm soaking through and through
Then you hand me a towel
and all I see is you
And even if my house falls down,
I wouldn't have a clue
Because you're near me and

I want to thank you
for giving me the best day of my life
Oh just to be with you
is having the best day of my life

2007/Nov/01

ชมรมลับลับขจัดทอมเจ้าชู้ : กลับสู่โลกแห่งความจริง

ไอหย๋า หลังจากเคาะขี้เกลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เอามาลงให้ก่อนเพราะกลัวพวกท่านจะคิดว่าอิชั้นแห้งไปกับเกลือเรียบร้อยแล้ว -*- เขาเปลี่ยนรูปแบบใหม่แล้วหรอเนี่ย!! นี่ชั้นหลังเขาขนาดนี้เลยเร้อออออ

= w =+ อาทิตย์นี้จะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะเป็นยังไงบ้างน๊า พี่ชายเรามันบอกว่า ภาษาอังกฤษยังเต่าตุ่นอยู่เลยดันทะลึ่งไปเรียนญี่ปุ่น .......T [] T  ก็คนมันชอบนี่หว่าความใฝ่ฝันอันนึงเลยนะเนี่ย ลงทุนมากเย็นวันศุกร์นั่งรถทัวร์กลับโคราช วันเสาร์ไปหาหมอดัดฟันแล้วตีรถกลับกรุงเทพ มาเรียน 8โมงเช้าวันอาทิตย์ T [] T

มีมิตรรักจากน่ารักดอทคอมตามมาด้วย = w =+ ที่น่ารักเอาไว้เดี๋ยวไปลงให้ เพราะไม่ค่อยจะยอมคอมเมนต์กันเลยงอนซะเลย หนีไปเล่นแรคเยย!! เหตุผลฟังขึ้นใช่มั้ย!? เพราะงั้นไปเล่นแรคต่อดีก่า เซเวอร์โปริ่งเน่าจริงๆ แต่ก็เล่น -*-

ตอนนี้อาจจะไม่ยาว ก็ถือว่าคั่นไว้ละกัน จะได้อู้ต่ออีกนิด (อะ ตายล่ะหลุดปาก = [] ="!) เอาเป็นว่าอ่านต่อเต๊อะไม่กวนล่ะ  ขอคอมเมนต์หน่อยนะตะเอง ไม่งั้นเดี๊ยวไฟมอดอีก -*-

หลังจากวันแห่งความวุ่นวายนั้นได้จบลง สาวร่างสูงที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากพิษไข้ซึ่งตอนนี้กลับมาอยู่ที่รีสอร์ตเรียบร้อยแล้ว เขายืนมองคณะนักศึกษาที่ต่างก็ถือข้าวของพะรุงพะรังเพื่อที่จะเตรียมตัวกลับไปยังมหาลัยผ่านผ้าม่านผืนบาง ก่อนที่จะปิดมันลงอย่างช้าๆแล้วหมุนตัวกลับไปที่ตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม

ซินเอื้อมมือไปเพื่อที่จะหยิบชุดสีนิลด้วยความเคยชิน แต่แล้วมือเรียวก็ชะงักเล็กน้อยเพราะนึกถึงความฝันเมื่อคืนก่อน

'เพราะเธอทำตัวเหมือนไว้ทุกข์ถึงทำให้พี่เป็นทุกข์' น้ำเสียงใสแต่ฟังดูเศร้าสร้อยนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของคนร่างสูง

"...พี่นันท์"

ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากที่เขาสูญเสียพี่สาวสุดที่รักไป เสื้อผ้าสีสดใสในตู้ไม้ใบใหญ่ก็ถูกเก็บลงกล่องกระดาษพร้อมๆกับสีสันในชีวิตของเขาเช่นกัน นัยน์ตาสีดำกวาดมองเสื้อผ้ามากมายในตู้แต่ไม่มีชุดไหนเลยที่จะมีสีที่แตกต่างจากพวก เขาถอนหายใจก่อนที่จะย่อตัวลงเพื่อที่จะเลื่อนกล่องกระดาษที่มีฝุ่นจับหนาออกมา

ปลายโลหะคมกรีดลงบนกระดาษกาวสีน้ำตาลเข้มก่อนที่คนกระทำจะเปิดฝากล่องกระดาษออกมา เสื้อผ้าสีสันสดใสที่ไม่เคยสัมผัสแสงแดดมาตลอด 4 ปี บัดนี้ก็ยังคงมีสีสันสดใสเหมือนครั้งก่อนที่จะลงกล่อง เขาหยิบเสื้อยืดสีส้มที่เคยเป็นเสื้อตัวโปรดขึ้นมาดมก่อนจะถอนหายใจแล้วสบถออกมาเบาๆ "เหม็นชะมัด"

เจ้าของห้องลดแขนที่ถือเสื้อสีแสบตาลงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ ร่างสูงวางเสื้อยืดไว้บนเตียงก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังคงแคลงใจว่าใครกันที่เป็นผู้มาเยือนเขาแต่เช้าแบบนี้

เมื่อประตูไม้เปิดกว้างออกคนใส่แว่นใสก็ยิ้มให้ผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

"ลุงรุทธ์มีอะไรหรอฮะ มาหาซินแต่เช้าเลย"

"ลุงเพิ่งจะนึกขึ้นได้น่ะ" ชายวัยกลางคนยื่นสิ่งของบางอย่างที่อยู่ในถุงหนังสีดำให้สาวร่างสูง "คือ จะว่ายังไงดีนะ นันท์เขาบอกให้ลุงเอามาให้หนูซินน่ะ"

ซินเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ซึ่งคู่สนทนาก็รีบพูดขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าหลานสาวของตนเอง "เมื่อคืนก่อนนันท์มาเข้าฝันลุง ตอนแรกลุงก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่เอามาให้หนูซินก็ไม่เสียหายอะไรก็ดีกว่าปล่อยมันทิ้งเอาไว้แบบนั้นล่ะนะ"

เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนเต็มใจที่จะให้ของที่ลูกสาวของตนรักและหวงแหนอย่างเต็มใจ คนผมดำจึงรับมันมาแต่โดยดีพร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจ ก่อนที่ลุงรุทธ์จะตัดบทแล้วลงไปด้านลงเพราะเห็นว่าอีกคนยังต้องจัดของเพื่อที่จะเดินทางกลับไปยังกรุงเทพ

ซินเดินถือสิ่งของรูปร่างคุ้นตามาไว้บนเตียง เขารูดซิบถุงสีดำที่ทำจากหนังอย่างดีออกแล้วหยิบเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ออกมา มือเรียวลูบมันไปมาอย่างคิดถึง เขาไม่ได้เห็นมันมาเกือบสี่ปีเต็มแล้วสินะ เพราะเขาจะเห็นมันก็ต่อเมื่อพี่สาวที่รักหยิบมันออกมาดีดให้เขาฟังเท่านั้น

ปลายนิ้วเรียวดีดลงไปบนเส้นเอ็นบางเบาๆ พอให้เกิดเสียงทุ้มเบาๆขึ้นในเครื่องดนตรีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเจ้าตัวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใช่แล้ว! เขาเคยสัญญากับพี่สาวเมื่อสมัยก่อนว่าจะดีดกีตาร์ให้เธอฟัง หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาถูกพี่สาวคนสวยท้าทาย เพราะว่าซินไม่เคยดีดกีตาร์มาก่อนเลย จึงมักจะถูกพี่นันท์เยาะเย้ยเวลาเธอดีดกีตาร์อยู่เสมอๆ แน่นอนล่ะที่เจ้าตัวจะต้องรู้สึกฉุน ก็เลยไปฝึกเล่นกีตาร์อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่แล้วสุดท้ายเขาก็ยังไม่เคยได้เล่นให้คนที่รักฟังเลยสักที...

เขาขยับแว่นให้เข้าที่ก่อนที่จะมองไปยังนาฬิกา เมื่อเห็นว่ายังอีกนานกว่าจะถึงเวลาเรียกรวมตัว ร่างสูงจึงรีบเปลี่ยนเสื้อแล้วหยิบกีตาร์สีน้ำตาลอ่อนและออกจากที่พักไป เขาเดินมาตามทางที่หญ้าขึ้นสูงเพราะมันไม่ใช่ทางเดินที่ทำไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถจำทางไปสถานที่ที่เขากำลังจะไปได้อย่างถูกต้อง

สายลมสดชื่นในยามเช้าพัดโชยมาอ่อนๆพร้อมกับกลิ่นดอกไม้นานาชนิดที่บางดอกก็ยังคงมีหยดน้ำค้างพราวเกาะอยู่ คนผมดำมาหยุดยืนอยู่หน้าแผ่นป้ายหินสีขาวที่คุ้นเคย เขาลูบหินทรงมนที่ถูกขัดเกลาขึ้นมาอย่างปราณีตเพื่อที่จะปัดกลีบดอกไม้บางส่วนออกไป

"...พี่นันท์ ซินไม่รู้ว่าพี่นันท์จะได้ยินหรือเปล่านะ" เขาย่อตัวลงมาพูดคุยกับรูปภาพของพี่สาวที่ประดับอยู่บนแผ่นหินสีขาว "แต่ตอนนี้ซินเล่นกีตาร์เป็นแล้วนะ"

"แต่ว่าเพราะหรือไม่เพราะมันก็อีกเรื่อง" คนผมดำยิ้มและหัวเราะเบาๆให้กับตัวเอง "เอาเถอะ ก็มีพี่นันท์ฟังอยู่คนเดียวนี่นะ"

คนร่างสูงยืนขึ้นมานั่งลงบนตอไม้ข้างๆ ก่อนที่จะหยิบพลาสติกแข็งอันเล็กขึ้นมาเกาเส้นเอ็นเบาๆ "ซินหัดดีดกีตาร์เพื่อพี่นันท์ เพราะฉะนั้นจะมีแค่พี่นันท์คนเดียวเท่านั้นที่ซินจะเล่นให้ฟัง" เขาพึมพัมออกมาก่อนที่จะหลับตาลงและกรีดปลายนิ้วเรียวไปตามสายเอ็น

ชื่อเพลง/Title : เขียนถึงคนบนฟ้า
อัลบัม/Album : Ost. โคตรรักเอ็งเลย
ศิลปิน/Artist : พิง ลำพระเพลิง

http://musicstation.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6554

เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง
ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง ตั้งแต่เธอจากไป
ชีวิตต้องเดินก็รู้ แต่ไม่รู้จะเดินเพื่อใคร
ดาวบนฟ้าคว้ามาได้ ใครจะร่วมชื่นชม

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันไหม
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ

เพิ่งรู้ว่ากอดมันหวาน
เมื่อเธอนั้นไปไกลลับตา
ใช้ทั้งสองมือไขว่คว้า คงไม่มีค่าใด
ห้องน้อยของเธอกับฉัน ที่วันนั้นมันดูแคบไป
เพิ่งจะรู้มันกว้างใหญ่ เกินจะนอนคนเดียว

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันไหม
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ

คิดถึงเธอ...คนที่ดีที่สุด...
ถึงแม้ได้พูด ในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ...เธอได้ยินฉันไหม...
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ
...ได้ยินไหม...คิดถึงเธอ...

หลังจากเสียงร้องของเพลงที่สื่อความหมายด้วยความเศร้าสร้อยจบลง คนผมสีนิลวางกีตาร์ลงด้านข้างก่อนที่จะซบหน้าตัวเองลงที่ไหล่ขวาอย่างช้าๆ

"...เป็นยังไงมั่งล่ะ ยัยบ้า" เขาปาดหยดน้ำใสออกจากดวงตาสีนิลอย่างรวดเร็ว "แค่กีตาร์ซินก็ดีดได้เหมือนกันหรอก"

คนร่างสูงหยิบกีตาร์ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปยังหินสีขาว "หึ อยากทิ้งซินไปก่อนดีนัก คอยดูนะจะใช้ชีวิตให้สนุกจนพี่นันท์ต้องอิจฉาเลย!!"

เขาก้าวเดินออกมาได้สองสามก้าว ก่อนที่จะพูดพึมพัมออกมาโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับไปมอง "...แล้วคราวหน้าจะกลับมาดีดให้ฟังอีกนะ พี่นันท์"

สายลมพัดกลีบดอกไม้สีขาวให้ปลิวว่อนไปมาทั่วบริเวณดูเหมือนจะเป็นคำตอบ คนผมสีนิลหลับตาลงสัมผัสสายลมอันอ่อนโยนเพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาแล้วขายาวก็ก้าวเดินต่อไปเพื่อกลับไปยังที่พักตามเดิม...

................................................................................................................................................................................................................................................................

ท่ามกลางฝูงชนและข้าวของที่วางระเกะระกะ สาวสวยถือกระเป๋าสีน้ำตาลใบไม่ใหญ่นักมายืนรอเพื่อที่จะขึ้นรถเหมือนกับคนอื่นๆ หล่อนกระแอมออกมาเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่เธอต้องนั่งรอให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสองออกจากห้องนั้นจะทำให้หญิงสาวรู้สึกเจ็บคอและดูเหมือนจะเป็นหวัดเพราะความหนาวเย็นในโรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องน้ำของโรงพยาบาล แถมพอสองคนนั้นไปแล้วเธอยังโดนเจ้าคนเจ้าเล่ห์บนเตียงแกล้งแซวเล่นอีกแน่ะว่าหายไปไหนมาซะนาน

หญิงสาววางกระเป๋าลงอย่างนึกฉุน นายคนนี้ชอบหาเรื่องวุ่นวายมาให้เธอเสียจริง มือบางกระชับคอเสื้อทรงคอเต่าเพื่อให้แน่ใจว่ามิดชิดจากสายตาคนอื่น โดยเฉพาะเพื่อนผมสีทรายของยัยสาวหล่อตัวยุ่งนั่นที่มองมาทางเธอด้วยสายตาแปลกๆอีกแล้ว.....

อีกประมาณสิบนาทีจะถึงเวลาที่รถบัสจะออกเดินทางผู้คนส่วนมากก็มายืนรอที่รถเรียบร้อยแล้วยังขาดเพียงแต่คนที่สาวสวยกวาดตามองหา แต่ถึงจะหาเจอเธอก็คงไม่กล้าเข้าไปคุยด้วยหรอกเพราะความรู้สึกเขินอายจากเหตุการณ์เมื่อวานนั้นยังคงอยู่

'ทำไมยังไม่มาอีกนะล่ะเนี่ย อย่าบอกนะว่าตื่นสาย' นัยน์ตาสีน้ำตาลกวาดมองไปมาจนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับสีเสื้อสีส้มแสบตาที่มองจากด้านหลังแล้วเธอรู้สึกเหมือนคุ้นเคยเพียงแต่ว่าคนที่ดูเหมือนจะคุ้นตาเธอนั้นเขาไม่เคยใส่เสื้อสีอื่นนอกจากสีดำ

และทันทีที่คนเสื้อสีส้มนั้นหันกลับมา ต้นว่านก็ยืนมองคนร่างสูงนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะเธอคิดไม่ถึงว่าแค่คนร่างสูงเปลี่ยนสีเสื้อใส่มันจะทำให้อะไรๆดูเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? จากคนเดิมที่เธอเคยเห็น เขาในชุดดำที่มักจะให้บรรยากาศของความเศร้าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและชาชินอะไรบางอย่างแผ่ออกมาถึงคนรอบข้าง แต่บัดนี้ซินคนเดิมที่อยู่ในเสื้อยืดสีส้มกลับให้บรรยากาศที่แปลกไปและดูเหมือนว่าคนอื่นนอกจากเธอก็รู้สึกเช่นกัน

"....ไอ้กีย์" เอ๋มองเพื่อนรักที่ใส่เสื้อสีสันแสบตาเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีอย่างไม่เชื่อสายตาซึ่งคนที่ยืนข้างๆเขาก็แปลกประหลาดใจไม่แพ้กัน ทั้งสองหันไปมองต้นว่านจนสาวสวยสะดุ้งตกใจเพราะอยู่ดีๆก็มีคนสองคนมาหันมาจ้องหน้าเธออยู่แบบนั้น จนคนผมยาวต้องหันหน้าหนีไปเสียเอง

คนผมสีทรายยังคงมองไปที่สาวสวยสลับกับเพื่อนรักที่ใส่เสื้อสีสันแสบตาด้วยแววตาจริงจัง 'ผู้หญิงคนนี้ท่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิดซะแล้ว....'

คนใส่เสื้อสีส้มเดินออกมากับคนวัยกลางคนสองคนที่ทั้งสองมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มละไม เพราะได้เห็นคนที่เปรียบเสมือนลูกสาวอีกคนหนึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซินยิ้มให้ทั้งสองแล้วหันกลับมาพูดด้วยเสียงที่ดังพอสมควรเพื่อที่จะให้คณะนักศึกษาที่มาด้วยกันได้ยินอย่างถ้วนทั่ว

"วันนี้เป็นวันที่เราจะต้องกลับไปยังมหาลัยกันแล้วผมก็มีเรื่องอยากจะขอร้องทุกคนสักหน่อย" นัยน์ตาสีนิลกวาดตามองผู้คนไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนฟังตนจริงๆ ก่อนที่จะเอ่ยต่อ "เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน คิดว่าทุกคนคงจะทราบกันหมดแล้ว" เสียงอื้ออึงดังขึ้นเหมือนจะเป็นคำตอบได้ดี เมื่อเสียงเริ่มซาลงคนผมดำจึงพูดขึ้นอีกครั้ง

"มันจะไม่เป็นการดีนักถ้าพวกรุ่นน้องที่กำลังจะมาที่นี่ รู้ข่าวเรื่องนักพวกเขาอาจจะพาลกลัวจนไม่อยากมาก็เป็นได้ ผมถึงอยากจะให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นความลับอย่างที่สุด" คนพูดหยุดพูดสักพักเพื่อหยิบรับกระดาษแผ่นบางจากป้าสา "ซึ่งผมก็รู้ดีอีกนั่นล่ะว่าความลับไม่มีในโลก เพราะฉะนั้น"

มือเรียวคลี่แผ่นกระดาษออกแล้วอ่านดังๆให้คนแถวนั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึง "ถ้านักศึกษาที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นแม้แต่คนเดียวล่ะก็"

"ค่าที่พักสำหรับ 5 วัน โดยไม่รวมค่าอาหารใดๆทั้งสิ้น คนละ 5000 บาท ค่าใช้สถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมราคาเหมารวม 5 วัน 7000 บาท และค่าอาหารตลอดระยะเวลา 5 วัน คนละ 3000 บาท บิลทั้งหมดจะส่งตรงถึงบ้านของทุกคนที่มีรายชื่อในวันนี้" สาวร่างสูงเปิดแผ่นกระดาษที่เขียนรายชื่อคนที่เช็คอินทั้งหมด เพื่อให้ผู้ฟังที่ยืนหน้าซีดได้เห็นกันโดยทั่ว "หวังว่าทุกคนคงจะให้ความร่วมมือ เอาล่ะกลับกันได้" ซินยิ้มอย่างเป็นพิธีก่อนที่จะหิ้วสัมภาระส่วนตัวแล้วเดินขึ้นรถไป

สาวสวยและบรรดาผู้รับฟังทุกคนได้แต่ยืนค้างกับสิ่งที่เพิ่งจะได้รับฟังไปไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนสนิททั้งสองคนของเจ้าปีศาจเจ้าเล่ห์นั่น เอ๋กับกีย์ยืนอ้าปากค้าง ก่อนที่คนผมสีทรายจะร้องครางออกมา "..แต่ความเจ้าเล่ห์ของมันไม่ได้เปลี่ยนไปเล๊ย ย ย " ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เพื่อนอีกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคนผมสีทราย.....

"ตูว่าเรื่องนี้คงจะกลายเป็นความลับในตำนานของมหาลัยเราไปอีกนานเท่านานเลยว่ะ"

จบ ตอนที่ 23 (ละมั้ง)

 

 

2007/Aug/25

ชมรมลับลับขจัดทอมเจ้าชู้ : คืนแห่งความเจ็บปวด

ตอนนี้ยาวย๊าวยาวแฮะ แบบนี้ต้องทดเวลาบาดเจ็บดองสักเดือน!!

เสื้อเชิ๊ตลายสก็อตสีแดงถูกกระชากออกจากกันอย่างรุนแรง เผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูที่ซ่อนอยู่ด้านใน แต่ทว่าคนร่างหนาก็ยังคงส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจเพราะสิ่งที่เขาอยากเห็นกลับมีผ้าเปียกชื้นผืนหนาที่เปรอะโคลนเป็นบางส่วนปิดเอาไว้

"ยังจะใส่อีกทำไมวะเนี่ย เสียอารมณ์หมด" มือหยาบหนาพยายามที่จะเอื้อมไปปลดตะขอบราออก แต่เจ้าของเสื้อตัวจิ๋วก็ยังคงขยับตัวหนีไปเรื่อยๆ จนคนร่างใหญ่ชักเริ่มหงุดหงิด

"ดิ้นรนไปก็ไม่รอดหรอก ยังไงคืนนี้น้องสาวก็มีผัวแน่" สองมือหยาบช้อนตัวหญิงสาวขึ้นมา ริมฝีปากหนาสีคล้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้ริมฝีปากชมพูอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้นว่านก็สะบัดหน้าหลบได้ทันแต่ก็ยังโดนแก้มนวลอยู่ดี

หนวดเคราที่ไม่สั้นและไม่ยาวมากถูไถไปมาที่ใบหน้าสร้างความรู้สึกขยะแขยงให้เพิ่มขึ้นหลายเท่านัก ยังไม่รวมที่ริมฝีปากหนายังคงไล่ลงมาไซร้ตามซอกคอและเสียงลมหายใจที่สูดแรงจนเหมือนจะพยายามสูดกลิ่นตัวเธอให้หมดไปทั้งตัว

หญิงสาวส่งเสียงร้องอย่างรังเกียจแล้วมือเรียวก็ระดมตีและออกแรงดันอย่างเต็มที่แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีผลกับกำแพงเนื้อหนา เพียงแต่สร้างความสะใจและเสียงหัวเราะอย่างพึงใจจากคนหื่นเท่านั้น

"ขัดขืนไปเดี๋ยวก็หมดแรงหรอกน้องสาว เก็บแรงเก็บเสียงไว้ร่วมสนุกกับพี่ดีกว่าน่า"

ร่างบางสะดุ้งและนัยน์ตาสีเปลือกไม้เบิกกว้างเมื่อสัมผัสถึงมือกร้านที่สัมผัสผิวหน้าท้องค่อยๆลูบเลื่อนลงมาผ่านสะโพกผาย เหงื่อกาฬไหลลงมาสัมผัสกับแก้มใสที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวซีด

นี่เธอต้องตกเป็นของมันจริงๆหรือนี่ หยดน้ำใสๆเริ่มซึมขึ้นมาที่ขอบตาของนัยน์ตาสีอ่อน ท่ามกลางความสิ้นหวังอย่างที่สุดมีภาพใครบางคนปรากฎขึ้นในความคิดของเธออีกครั้ง

หญิงสาวหลับตาแล้วร้องตะโกนเรียกชื่อคนคนนั้นจนสุดเสียง "ซิน!! ช่วยด้วย!!!"

ไอ้เปี๊ยกได้ยินแล้วก็หัวเราะลั่น "อ๋อ ตกลงนี่รู้จักกับนังเด็กนั่นหรอกรึ" มือหนาจึงเอื้อมไปกระชากผ้าขนหนูออกจากร่างบางอย่างรุนแรง "แหกปากให้ตายมันก็ไม่มาหรอก แล้วฝนตกแบบนี้ใครมันจะไปได้ยินวะ นังโง่"

หญิงสาวหลับตาลงอย่างหมดหวังปล่อยให้หยาดน้ำใสนองเต็มใบหน้า 'นั่นสินะเวลาแบบนี้เธอยังจะหวังอะไรได้อีก'

ท่ามกลางเสียงลมหายใจที่รุนแรงตามอารมณ์หื่นและเสียงสะอื้นไห้ในลำคอของตนเอง ต้นว่านได้ยินเสียงสายฝนที่ดังขึ้นและเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูไม้ที่เปิดออก

"แกร๊ก" สิ้นเสียงแปลกๆ เธอก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของมือหยาบหนาที่สัมผัสร่างกายเธอนั้นได้หยุดลง...

"อืม ได้ยินแล้ว" เสียงที่เธออยากได้ยินที่สุดดังขึ้น ต้นว่านจึงลืมตาขึ้นมาอย่างมีความหวังอีกครั้ง ทันทีที่ภาพเบื้องหน้าปรากฎแก่สายตาเธอก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา 'นายมาจริงๆด้วย ซิน...'

ผิดกับอีกคนที่นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อไม่ใช่เพราะกลัวหญิงสาวผู้มาเยือน แต่เป็นเพราะหนังศรีษะสัมผัสได้ถึงของบางอย่างที่แข็งๆเหมือนทำจากโลหะจ่ออยู่นั่นเอง

บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทมีเพียงเสียงฟ้าร้องและสายฝนที่ตกหนักอยู่ข้างนอกกับเสียงลมหายใจของผู้คนที่อยู่ในกระท่อมไม้

ต้นว่านรีบวิ่งมายืนหลบอยู่ด้านหลังของร่างสีดำ ตอนนี้เธอตัวสั่นเล็กน้อยถึงแม้ความหวาดกลัวจะหายไปแล้วแต่ด้วยความโล่งใจจึงทำให้เธอแทบจะหมดแรงยืนนั่นเอง ก่อนจะสังเกตุเห็นว่าคนร่างสูงที่มาช่วยเธอนั้นถือปืนอยู่ด้วย 'เขาเอาของแบบนี้มาจากไหนกัน?'

"ว่าไง ไม่เจอกันสี่ปียังเลวเหมือนเดิมเลยนะ" เมื่อนัยน์ตาสีนิลสำรวจดูแล้วว่าต้นว่านไม่เป็นอะไรจึงเอ่ยประโยคทำลายความเงียบขึ้นมา

"...แกนี่เอง นังเด็กเวร" พอรู้แล้วว่าอีกคนเป็นใคร คนตัวใหญ่ก็รีบลุกขึ้นแล้วหันมาประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "เสือกเอาปืนปลอมมาหลอกกู" ร่างใหญ่กำหมัดด้วยความแค้นแล้วเตรียมพุ่งเข้าใส่ร่างสีดำ ต้นว่านหลับตาแล้วจับเสื้อสีดำไว้แน่นเพราะความตกใจกลัว

"เปรี้ยง!!"

สิ้นเสียงดังแหวกอากาศร่างใหญ่ก็ทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมกับกุมแผลที่ต้นขาขวาไว้แล้วร้องลั่น ต้นว่านมองบาดแผลที่มีเลือดไหลด้วยความตกตะลึง เธอปล่อยมือจากเสื้อยืดสีดำอย่างหมดแรง ผิดกับอีกคนที่ปลดเซฟปืนดังแกร๊กแล้วปล่อยให้ปลอกกระสุนเปล่าร่วงลงบนพื้น

"ปืนปลอม? จำไม่ได้หรือว่าปืนนี้ของใคร?" ร่างสีดำเดินเข้าไปใกล้แล้วมองไอ้เปี๊ยกที่นั่งคุกเข่ากุมแผลอยู่กับพื้นด้วยสายตาเย็นชา "ปืนของลูกพี่แกไง" เขาทำท่าพลิกลำกล้องไปมาเพื่อให้ชายร่างใหญ่เห็นถนัดตา

"ผะ ผมผิดไปแล้ว คะครับ คุณหนู" ชายร่างใหญ่ตัวเล็กลีบลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะอนุภาพของโลหะในมือสาวร่างสูง มันเอนตัวไปด้านหลังแล้วใช้แขนทั้งสองดันตัวเพื่อที่จะถอยหนี

แต่รองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนกลับเดินเข้าไปใกล้แล้วส่งแรงเสยเข้าไปที่ปลายคางของชายหนุ่ม ส่งผลให้ร่างใหญ่ล้มนอนไปกับพื้นไม้ ร่างบางยืนตัวแข็งดูการกระทำของซิน เธอแทบจะหมดแรงยืนแล้วตอนนี้ นี่เหรอคือสาวหล่อคนที่เธอรู้จัก?

ในสมองของต้นว่านคิดออกมาเพียงอย่างเดียวคือ 'คนคนนี้น่ากลัว'

ฟันใหญ่ที่กระทบกันอย่างรุนแรงส่งผลให้เลือดสีข้นไหลออกมาตามมุมปากหนา ไอ้เปี๊ยกนอนหงายท้องด้วยสมองที่มึนงงแล้วก็ต้องร้องขอชีวิตลั่น เพราะเห็นสายตาเย็นชาของคนผมดำที่ยืนย้อนแสงไฟในกระท่อมจ้องมองมาที่ตน

"อะ อย่าทำผมเลย ผะผมจะมอบตัว" เสียงแหบละล่ำละลักจนแทบฟังไม่ออกดังไปทั่วกระท่อมไม้ แต่เสียงนั้นกลับเข้าไม่เป็นที่สนใจของคนร่างดำแม้แต่น้อย

"..แกเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่นันท์ต้องตาย" มือขาวที่ถือโลหะหนักสีดำขยับเพื่อเล็งปากกระบอกปืนไปที่ขาซ้าย

ไอ้เปี๊ยกมองตามการเคลื่อนไหวของมือหญิงสาวแล้วก็แหกปากร้องลั่น "อย่ า าา า!!"

"เปรี้ยง!!"

"อ๊า กกก!!"

แทบจะทันทีที่เสียงปืนดังขึ้นต้นว่านร้องหวีดเบาๆพร้อมกับปิดหูทั้งสองข้างแล้วทรุดตัวลงกับพื้น เธอไม่คิดว่าซินจะทำอะไรถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเมื่อกี้เธอเกือบจะถูกคนคนนั้นข่มขืน แต่ทำแบบนี้กับเขา...มันสมควรแล้วหรือ?

"...ครั้งก่อนแกก็เกือบจะฆ่าชั้นด้วย" ซินปลดเซฟอีกครั้งทำให้ปลอกกระสุนเปล่าอีกอันกระเด็นตกลงพื้น "แล้วครั้งนี้...ยังกล้ามาขอชีวิตอีกเหรอ"

"ผะ ผะ ผม ผะ ผิดไปแล้ว" คนที่มีเลือดไหลท่วมขาทั้งสองข้างรีบยันตัวขึ้นมาแล้วพนมมือไหว้เหนือหัวปากพูดละล่ำละลัก "จะ จะให้ ทำอะไรก็ได้ ขอร้องล่ะ"

ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเพียงแผ่วเบาผิดกับสีของดวงตาสีหม่นที่แสดงออกมา "อา ส่วนของชั้นจะอภัยให้ก็ได้" ไอ้เปี๊ยกเงยหน้าขึ้นมองคนด้านบนอย่างมีความหวัง "ขะขอบคุณมากครับ คะคุณซิน"

"ใครใช้ให้แกสะเออะเรียกชื่อชั้น" สิ้นเสียงเย็นรองเท้าสีดำคู่เดิมก็เตะซ้ำเข้าที่เดิมจนร่างหนาล้มหงายไปกับพื้นอีกครั้ง หยดเลือดสีแดงสะบัดกระจายเต็มพื้นไปหมด

"อะ อ๊า กกก" ไอ้เปี๊ยกร้องลั่นเพราะขาข้างซ้ายที่ถูกยิงบัดนี้โดนรองเท้าเปื้อนโคลนคู่เดิมเหยียบย่ำพลางหมุนเท้าไปมา

"แต่เรื่องของคุณว่านยังต้องชำระกันอยู่" ซินมองคนที่ถูกตัวเองเหยียบอยู่ด้วยใบหน้านิ่ง นัยน์ตาสีดำแห่งความมืดมนมองไปยังมือหยาบหนา "มือที่มีไว้ทำเรื่องสกปรกแบบนี้....อย่ามีเลย"

"เปรี้ยง!!"

"อ๊ากกกก!!" ไอ้เปี๊ยกพยายามพลิกตัวหนีแต่ก็ไปไหนไม่ได้เพราะน้ำหนักที่รองเท้าสีดำเหยียบอยู่

ต้นว่านหลับตาแน่นเพราะเสียงที่น่าสะพรึงกลัวทั้งสอง แบบนี้ทำเกินไปแล้วเธอต้องรีบห้ามก่อนที่อะไรจะร้ายแรงมากไปกว่านี้!!

"แกร๊ก" เสียงปลดเซฟดังขึ้นอีกครั้ง คนร่างสูงปล่อยให้ปลอกกระสุนเปล่ากระทบลงพื้นไม้ดังกริ๊กเบาๆ

"คนอย่างแกนี่" ร่างสีดำยกปลายเท้าขึ้นก่อนจะเดินอ้อมไปยืนเบื้องหน้าของคนที่นอนดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด เผยให้เห็นรอยเท้าที่ทำจากเลือดปรากฎอยู่ตามทางที่ร่างสูงเดินไป เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างๆชายหนุ่ม "อยู่ไปก็รกโลก"

สิ้นเสียงเย็นต้นว่านลืมตาแล้วก็เห็นภาพที่เป็นภาพหนึ่งที่เธอจะไม่ลืมเลยไปตลอดชีวิต

ร่างสีดำยืนค้ำหัวของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่มีเลือดเปรอะไปตามใบหน้าและลำคอ รวมถึงโลหิตสีแดงที่เต็มตัวจนเหมือนเพิ่งอาบน้ำมา ที่สำคัญมือของคนผมสีนิลได้เลื่อนเอาโลหะสีดำมันวาวไปจ่อไว้ที่กลางหน้าผากของชายหนุ่ม

นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองดวงตาสีดำสนิทจากด้านข้างแล้วก็รู้อีกฝ่ายเอาจริงแน่! หญิงสาวรีบดีดตัวลุกขึ้นไปทั้งๆที่ข้อเท้ายังคงเจ็บปวด ทำให้เธอเสียการทรงตัวและกำลังจะล้มลง

"..ลงนรกไปซะ" ปลายนิ้วชี้เรียวขยับเข้าไปใกล้กับนิ้วโป้งอย่างช้าๆ

"เหวออ อย่า า า า า" ไอ้เปี๊ยกเบิกตาโตกว้างจนแทบจะเห็นแต่ตาขาว เหงื่อกาฬไหลเต็มหน้าจนมันวาวซึ่งตัดกับสีแดงข้นของเลือดอย่างชัดเจน

"ซิน! อย่า!!" ร่างบางถลาเข้าไปจนอีกนิดเดียวจะสัมผัสเสื้อสีดำได้แล้ว ความเจ็บปวดจนเหมือนว่าขากำลังจะหักทำให้เธอตัดสินใจทิ้งตัวเอนล้มลงใส่คนข้างหน้า 'ขอให้ทันทีเถอะ'

"เปรี้ยง!!" เสียงแหวกอากาศดังขึ้นตามด้วยเสียงของลูกตะกั่วที่ทะลุผ่านวัตถุชิ้นหนา "ปุ!!"

...
.....
........

"โครม!" เสียงดังโครมดังขึ้นจากร่างของผู้หญิงสองคนที่กระแทกเข้ากับผนังกระท่อมอย่างแรง ต้นว่านยังคงหลับตาแน่นเพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วหันกลับไปมองที่ชายหนุ่มจะเจอคนหรือเจอศพกันแน่ จนกระทั่งรู้สึกถึงมือนุ่มที่บรรจงลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสีเปลือกไม้จึงกล้าเปิดขึ้นมาอีกครั้ง

คนที่ดูโหดร้ายและเลือดเย็นเมื่อครู่ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนจนเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นแต่อย่างใด หญิงสาวไม่รู้ว่าอะไรทำให้คนตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้เร็วขนาดนี้ แต่เธอก็ดีใจที่ได้ซินคนเดิมกลับมา คนผมสีน้ำตาลสวมกอดคนร่างดำอย่างลืมตัว ซินก้มหน้าลงมองคนในอ้อมกอดแล้วโอบแขนทั้งสองไว้แน่นขึ้นและพึมพำเบาๆเพียงเพื่อจะให้คนในอ้อมกอดได้ยิน "...ขอบใจ"

...

....

'ขอบใจ ที่ช่วยดึงชั้นกลับมา'

ความจริงแล้วเส้นสติสัมปชัญญะของเขาขาดผึงตั้งแต่ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาว และเมื่อเปิดประตูออกมาก็เห็นคนที่รักเพียงท่อนขาเปลือยโดยมีชายร่างใหญ่คร่อมอยู่ ใบหน้าของเขาร้อนวูบเพราะคิดว่ามาสายเกินไป อากาศที่ชื้นเย็นจากสายฝนและหยดน้ำที่เปียกชุ่มทั้งตัวไม่ได้ช่วยลดความร้อนไปได้เลย แล้วพอมารู้สึกตัวอีกทีก็หลังจากที่ต้นว่านชนเขาจนไปกระแทกกับกำแพงเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นป่านนี้เธอคงเป็นฆาตรกรไปแล้วกระมัง

นัยน์ตาสีดำปรายตามองไปที่ชายหนุ่มที่ยังคงนั่งตาเหลือกค้างมองขึ้นไปยังตำแหน่งที่เธอยืนอยู่เมื่อสักครู่ ซึ่งกระสุนนัดสุดท้ายนั้นได้เฉียดศรีษะของชายหนุ่มไปไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรและทะลุเข้ากับผนังไม้แทน ร่างสีดำสบถออกมาเบาๆเมื่อเห็นของเหลวสีเหลืองใสไหลนองออกมาจากกางเกงยีนส์สีซีด

"เขายังไม่ตายใช่มั้ย?" ต้นว่านที่ยังคงหลับตาปี๋ซุกหน้าไปกับเสื้อสีดำเอ่ยปากขึ้นมาเบาๆ

"....ฮื่อ" ซินตอบรับก่อนที่จะลุกขึ้นไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมร่างบางเอาไว้

แล้วเสียงฝีเท้าที่เหยียบแอ่งน้ำและพื้นเปียกจำนวนมากก็ดังขึ้นอยู่ไม่ไกลจากกระท่อมนัก ร่างสูงจึงเดินถือปืนไปใกล้ชายหนุ่มอีกครั้งแล้วจับมือข้างขวาของชายที่หมดสติไปแล้วมาถือปืนเอาไว้ก่อนจะทิ้งลงกับพื้น ซึ่งในตอนแรกต้นว่านก็งงกับการกระทำของคนผมดำ แต่ต่อมาก็เริ่มเข้าใจเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดประตูเข้ามาและทำการแสดงตัว

ซึ่งแน่นอนนายตำรวจทั้งหลายก็ต้องตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าที่เห็นชายฉกรรจ์นั่งตาเหลือกเหมือนแทบจะสิ้นสติและมีบาดแผลตามตัวหลายแห่งพร้อมกับเลือดสีแดงที่ไหลนองอยู่ทั่วบริเวณ ถ้าไม่ทราบมาก่อนว่าซินคือคนที่ไปแจ้งความและต้นว่านคือเหยื่อที่ถูกลักพาตัวมา พวกเขาคงจะคิดว่าสองคนนี้ร่วมมือกันพยายามฆ่าเป็นแน่แท้ และเมื่อนายตำรวจาสอบถามเรื่องราวต่างๆ ต้นว่านก็เล่าตามความจริงเพียงแต่ไม่ได้พูดว่าปืนนั่นหญิงสาวอีกคนเป็นคนพกมา แต่บอกไปว่าคนผมดำแย่งปืนจากคนร้ายได้และที่ยิงไปก็เพราะป้องกันตัว

แน่นอนคำพูดของเหยื่อที่น่าสงสาร(และแสนสวย)ที่กำลังตัวสั่นเพราะความหนาวจากเสื้อผ้าน้อยนิดประกอบกับขาที่บวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงที่ว่า เธอถูกลักพาตัวมาและซินตามมาช่วยไว้ได้ทันและเกิดการต่อสู้กันและคนร้ายได้รับบาดเจ็บจากการป้องกันตัวของเหยื่อ แล้วสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยึดปืนและเงินจำนวนหนึ่งที่พบในช่องลับไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบที่มาและลายนิ้วมือต่อไป

............................................................................................................................................................................

หลังจากนั้นไม่ถึงสิบห้านาทีหญิงสาวทั้งสองก็มาถึงรีสอร์ตอย่างปลอดภัย ท่ามกลางความโล่งใจของคนหลายคนที่มายืนรับ เพื่อนๆของเขาวิ่งเข้ามาหาเมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่ปลอดภัยดีแล้วจึงกล่าวชื่นชมราวกับว่าเห็นวีรบุรุษในตำนาน เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนจะพยายามพาหญิงสาวอีกคนที่เปลี่ยนเป็นใส่เสื้อผ้าที่ชื้นและเปรอะโคลนของเธอแทนขึ้นไปยังห้องพักด้านบนโดยปล่อยเรื่องทั้งหมดให้ลุงรุทธ์และป้าสาจัดการแทน....

ซินเดินไปส่งหญิงสาวที่ห้องของเธอก่อนที่จะกลับไปอาบน้ำที่ห้องของตัวเอง เพราะความอ่อนล้าของร่างกายและความเหนื่อยล้าของจิตใจหลายๆเรื่อง หลังเสียงสายน้ำหยุดลงคนผมดำเดินออกจากห้องน้ำอย่างเหนื่อยอ่อน ดวงตาสีดำหรี่ลงอย่างงุนงงเพราะเขารู้สึกว่าในหัวมันหนักๆชอบกล ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะเริ่มเบลอและทุกอย่างก็เริ่มมืดลง.....

.....

........

เป็นเวลาร่วมยี่สิบนาทีแล้วที่หญิงสาวยังคงใช้ใยสังเคราะห์สำหรับอาบน้ำขัดผิวของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนผิวขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเป็นหย่อมๆ สาวสวยยังคงขัดต่อไปพร้อมกับแสดงสีหน้าขยะแขยงเมื่อนึกถึงจุดที่ถูกริมฝีปากหนาและหนวดกร้านสัมผัส พอเริ่มรู้สึกว่าผิวชักเริ่มแสบเกินจะทนไหวแล้วร่างบางจึงหยุดการขัดไว้แต่เพียงเท่านี้แต่ก็ยังคงหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อมาล้างออกอีกครั้ง "สะอาดรึยังเนี่ย ให้ไปจูบกับแมลงสาบซะยังจะดีกว่า"

หลังจากหมุนปิดฝักบัวแล้วร่างบางพาตัวเองมายืนที่หน้ากระจกแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา "แดงหมดเลย" สาวสวยมองใบหน้าและลำคอของตัวเองในกระจกเงาที่มีรอยแดงเป็นเปื้อนๆ ปรากฎให้เห็นแต่ถึงผิวที่ขัดจะแสบและใกล้ถลอกอย่างไรความรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงตัวเองในใจไม่ได้หายไปเลย

ต้นว่านรู้สึกขอบคุณเหลือเกินที่คนร่างสูงมาช่วยเธอไว้ได้ทัน เพราะถ้าเธอถูกสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์แบบนั้นกระทำการบัดสีได้สำเร็จถึงภายหลังมันจะไม่ฆ่าเธอทิ้ง แต่เธอนั่นล่ะที่จะฆ่าตัวตายเสียเองเพื่อหนีความบัดซบนั้น

นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองไปยังนาฬิกาไม้แกะสลักที่ประดับอยู่ข้างฝาที่ชี้เข็มสั้นไปที่เลขเก้า 'ป่านนี้คงจะอาบน้ำเสร็จแล้วล่ะมัง' ร่างบางจึงเดินออกจากห้องไปเพื่อที่จะไปกล่าวคำขอบคุณกับคนที่นึกถึง

แต่ทว่าเมื่อเธอมาหยุดลงที่หน้าประตูห้อง หญิงสาวก็พบว่ามันนานเกินไปแล้วที่เธอยืนรอและเคาะประตูทุก3นาทีแต่ก็ไม่มีวี่แววที่ใครจะเปิดประตูหรือร้องตะโกนบอกแต่อย่างใด มือบางจึงตัดสินใจบิดลูกบิดดูก็พบว่ามันยังคงล็อคอยู่

"หรือว่าจะหลับไปแล้ว?" สาวสวยครุ่นคิด มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่าเพิ่งจะแยกกันไม่ถึงยี่สิบนาทีแล้วนี่ก็พึ่งจะสามทุ่มเด็กประถมบางคนยังไม่หลับเลย แต่ถึงว่าจะหลับก็ไม่น่าจะหลับลึกขนาดนี้ "คุณซินคะ?"

เมื่อเสียงที่เปล่งออกไปไร้ซึ่งคำตอบรับ สาวสวยจึงตัดสินใจที่จะกลับห้องของตัวเองถ้าไม่ติดว่าเธอได้ยินเสียงบางอย่างแว่วจากข้างในเหมือนมีใครขว้างอะไรสักอย่างมากระทบประตู "ตุบ"

เมื่อคิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆแล้ว สาวสวยจึงรีบกลับไปที่ห้องตัวเองแล้วโทรลงไปขอกุญแจที่เคาท์เตอร์ ท่ามกลางความแตกตื่นและชลมุนวุ่นวายของพนักงานทั้งหลายไม่ถึงห้านาทีต่อมาประตูห้องก็ถูกเปิดขึ้นสำเร็จ

ทันทีที่ประตูเปิดออกหญิงสาวร้องอุทานแล้วรีบวิ่งไปประคองร่างที่นอนหมดสติอยู่กับพื้นพรม ป้าสาและลุงรุทธ์ที่เพิ่งวิ่งมาถึงก็รีบจัดการเรียกรถพยาบาลแทบจะทันที......

..............................................................................................................................................................................

..

.....

........ 'ที่นี่?' เมื่อนัยน์ตาสีดำเปิดกว้างขึ้นมา ซินก็พบว่าเขาอยู่ในสถานที่เขาไม่คุ้นเคยแต่มันกลับให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยและโหยหาอย่างประหลาด ร่างสูงลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะยันตัวเองขึ้นเพื่อที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เท้าเปลือยเปล่าเดินสัมผัสลงบนหญ้าสีเขียวทำให้เจ้าตัวรุ้ทันทีว่าที่นี่คือความฝัน เพราะเขาไม่รู้สึกถึงสัมผัสของใบหญ้าเลย คนผมดำพาตัวเองเดินไปตามทางเรื่อยๆจนกระทั่งเจอทุ่งดอกไม้สีขาว เมื่อนัยน์ตาสีนิลมองเห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้สีขาว ร่างสูงยิ้มออกมาก่อนจะรีบวิ่งไปหาร่างบางที่ยืนรอเขาอยู่แล้ว

"พี่นันท์" ซินวิ่งเข้าไปหาและทำท่าจะกอดสาวสวยร่างบางแต่ก็หยุดไว้แค่นั้น เพราะกลัวว่าจะวิ่งทะลุผ่านตัวหญิงสาวไปจูบกับพื้นดินแทน สาวสวยคนนั้นหัวเราะออกมาเสียงใสก่อนที่จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาใกล้คนร่างสูงแทน

"ยังขี้ระแวงเหมือนเดิมเลย" คนผมหยักโศกยิ้มแล้วยื่นมือออกมาข้างหน้า "ลองสัมผัสพี่ดูสิ?"

นัยน์ตาสีนิลมองไปที่ข้อมือขาวก่อนที่จะยื่นมือของตัวเองออกไปรับสัมผัสเบาๆ สัมผัสที่อุ่นและนุ่มทำให้เขาแปลกใจไม่น้อยเพราะคิดว่าสัมผัสที่ได้มันควรจะเย็นเฉียบและแข็งมิใช่หรือ

"ฮิฮิ ทำไม? กลัวพี่เหรอ" คนร่างบางมองหน้าน้องสาวด้วยรอยยิ้มหวานแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสปลายผมของคนสีดำอย่างแผ่วเบา ตอนนี้เด็กสาวเมื่อสีปีก่อนสูงกว่าเธอราวสิบเซนต์ได้มั้ง

ซินจับมือของพี่สาวไว้แล้วออกแรงดึงเข้าหาตัวเอง เขากอดพี่สาวที่รักไว้แน่นแล้วพูดออกมาเพียงแค่สองคำ "คิดถึง" นันท์หลับตาลงแล้วซบใบหน้าลงกับบ่าสูง "พี่ก็เหมือนกัน"

"สี่ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่มาหาซินเลย" ร่างสูงซบใบหน้าอาบน้ำตากับผมสีน้ำตาลสายไหม "ซินคิดถึงพี่นันท์มากเลยรู้มั้ย"

"ขอโทษ" ร่างบางกอดรับความรู้สึกของน้องสาวต่างสายเลือดเช่นกัน "พี่อยากให้เธอลืมพี่เสียที"

"...มันจะไม่มีวันนั้น"

นันท์ยิ้มบางๆแล้วส่ายหัวไปมาเบาๆในความดื้อด้านของน้องสาวเธอที่ไม่ว่ากี่ปีก็ไม่เปลื่ยนแปลง.......

.....

.......

"ท้องฟ้าที่นี่มีแต่สีขาว" ซินวาดมือไปในท้องฟ้ากว้าง

"ก็เพราะว่าที่นี่คือความฝันน่ะสิ" นันท์บรรจงลูบผมสีดำนุ่มของคนที่นอนเล่นอยู่บนตักของเธอ

"ถ้าเป็นอย่างนั้นซินไม่อยากตื่นเลย" มือขาวที่วาดอากาศเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเอื้อมไปสัมผัสแก้มนวลของอีกคนแทน

"แน่ใจหรือ ไม่คิดถึงใครทางนั้นหรือ?"

'คนทางนั้น....ใครกัน' เจ้าของคิ้วสีดำเข้มหลับตาลงเพราะพยายามนึกถึงใครบางคนที่เหมือนจะลืมแต่ก็ยังไม่ลืมเพียงแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

'ซิน' ใครกัน ? ใครกำลังเรียกชื่อชั้น ?

เด็กสาวมองหน้าพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ซึ่งนันท์ก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มให้ "ซิน พี่มาลาเธอ"

"พี่นันท์จะไปไหน" คนร่างสูงผุดลุกขึ้นมานั่งแล้วคว้ามือทั้งสองเอาไว้ "ซินไม่ให้พี่นันท์ไปไหนอีกแล้ว"

คิ้วเข้มขมวดเป็นปมเมื่อคนสวยทำแค่เพียงส่ายหน้าไปมา "พอได้แล้วซิน เธอทำให้พี่มีห่วง"

"เพราะเธอทำตัวเหมือนไว้ทุกข์ถึงทำให้พี่เป็นทุกข์ และเพราะพี่ห่วงเธอถึงทำให้พี่ไม่สามารถไปไหนได้" ซินปล่อยมือบางแล้วก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย เขากำเสื้อเชิ๊ตที่แม้แต่ในฝันก็ยังคงเป็นสีดำไว้แน่น "ซินแค่...ไม่อยากลืม"

ปลายนิ้วเรียวจิ้มเข้าที่กลางหน้าผากของคนใส่แว่นอย่างแรง ทำให้เจ้าตัวถอยหลังแล้วร้องเสียงหลง "โอ๊ย อะไรเนี่ย!"

"ไม่ต้องมา โอ๊ย อะไรเนี่ย หรอกย่ะ" สาวสวยผมหยักโศกทำหน้าดุพลางท้าวเอว "ชั้นเบื่อที่จะคอยเลี้ยงดูเด็กดื้อๆแบบเธอแล้วนะยะ"

"รีบๆปล่อยชั้นไปเกิดใหม่ซะทีจะได้มีคู่กับเขามั่ง" ประโยคประชดแบบงอนๆที่เป็นเอกลักษณ์ของสาวสวยทำให้คนผมดำยิ้มออกมาได้

เขาจับมือทั้งสองของเธอไว้อีกครั้งแล้วมองสบตาอีกฝ่ายเป็นเวลาเนิ่นนาน ".....พี่นันท์"

"....ถึงตายแล้วก็โดนปล้ำได้นะ" สิ้นประโยคคนผมดำก็รีบวิ่งหลบฝ่ามือสวยเป็นพัลวัน "เจ้าเด็กทะลึ่ง!! เจ้าเด็กลามก!!"

'ซิน' ร่างสีดำหยุดชะงัก ใครเรียกชื่อเขาอีกแล้ว? เสียงช่างคุ้นหูเหลือเกิน

"ซิน ได้เวลาแล้ว" คนผมหยักโศกเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าที่อยู่ๆก็มีแสงสว่างขึ้นมาเป็นสาย "พี่ต้องไปแล้วล่ะ" ขาดคำแสงสีขาวนวลก็สว่างขึ้นรอบๆตัวหญิงสาวและดูเหมือนว่าเธอกำลังจะจางลงไป

"พี่นันท์ ซินไปด้วย!!" เขาวิ่งเข้าไปคว้ามือข้างหนึ่งของพี่สาวเอาไว้แต่กลับรู้สึกร้อนวูบที่มืออีกข้าง "พี่นันท์!! พี่นันท์อย่าไป!!"

เมื่อเขาออกแรงจะวิ่งตามพี่สาวไปแต่กลับรู้สึกว่ามือข้างที่ร้อนนั้นกำลังฉุดดึงเขาไว้ไม่ให้ไปไหนได้ แต่พี่สาวของเขากำลังจะหายไปแล้ว! แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาพอจะทำได้ตอนนี้....

"พี่นันท์!!!! ซินรักพี่!!"

สาวสวยที่เกือบจะโปร่งแสงยิ้ม แล้วเดินเข้ามาใกล้เขา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายจมูกของทั้งสองสัมผัสกัน ซินหลับตารับสัมผัสนุ่มนวลครั้งสุดท้ายก่อนที่ริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่ายจะถอนออกอย่างช้าๆ

"พี่ก็รักเธอ...ขอให้มีความสุขนะซิน สักวันเราคงได้เจอกันอีก" นันท์ยิ้มให้คนรักทั้งน้ำตา แล้วแสงจากบนฟ้านั้นก็สว่างจนแสบตาจนเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวโพลนจนเขาต้องปิดตาเอาไว้แน่น....

....

......

.........

นัยน์ตาสีนิลเปิดกว้างขึ้นเพราะแสงสว่างในยามเช้าลอดผ่านม่านบางเข้ามาแยงตา ซินมองไปรอบๆห้องก็พอจะเดาได้ว่านี่คือโรงพยาบาล เขาขยับตัวน้อยๆเพื่อที่จะเอื้อมมือไปหยิบแว่นที่โต๊ะข้างหัวเตียงแต่กลับรู้สึกหนักๆที่มือขวา เมื่อมองลงไปก็พบว่าเป็นคนผมสีน้ำตาลอ่อนนี่เองที่นอนกุมมือของเขาไว้ 'ถ้าอย่างนั้นสัมผัสอุ่นๆที่มือในฝันก็คือเธอสินะต้นว่าน?'

คนร่างสูงมองคนสวยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่เนิ่นนานและไม่มีท่าทีว่าคนข้างๆจะตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด ซินยิ้มออกมาบางๆก่อนจะยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมาเพื่อที่จะลูบสัมผัสเรือนผมสวยของอีกคน ทว่า....

มีกลีบดอกไม้สีขาวกลีบหนึ่งที่ไม่รู้ที่มาว่ามาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร คนผมดำมองกลีบดอกไม้นั้นแล้วก็หยดน้ำใสก็รินออกมาโดยไม่รู้ตัว หยดน้ำร่วงลงมาสัมผัสกลีบดอกไม้ขาวดูเหมือนหยาดน้ำค้างในยามเช้า เขาก้มลงจูบสัมผัสกลีบดอกไม้นั้นอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะเอามาแนบไว้ที่บริเวณหน้าอกข้างซ้าย 'พี่นันท์มาหาซินจริงๆด้วยสินะ'

เขาเลื่อนหมอนมาวางพิงหลังก่อนที่จะทอดสายตาออกไปบนฟ้ากว้าง ป่านนี้พี่สาวสุดที่รักของเขาคงจะมีความสุขบนสรวงสวรรค์แล้วสินะ 'ขอให้มีความสุขเช่นกันนะ..พี่นันท์'

................................................................................................................................................................................

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงต้นว่านตื่นขึ้นมาเพราะเสียงจิ๊บๆของนกตัวน้อยที่เริ่มออกหากิน เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาภาพแรกที่เห็นก็คือคนผมดำที่นอนพิงหมอนมองมาที่เธอด้วยสายตาที่มากด้วยความหมายเหลือเกิน จนหญิงสาวต้องหลบสายตาเพราะว่าใบหน้าที่ร้อนวูบวาบขึ้นมาในทันที

"ตื่นแล้วหรอฮะ" ซินมองสาวสวยที่หลบตาตัวเองแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

"อะ ค่ะ" หญิงสาวพยักหน้าและรับคำอย่างประหม่าก่อนที่เธอจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วรีบลุกขึ้นทาบมือนุ่มเข้ากับหน้าผากของอีกคน "ตัวไม่ค่อยร้อนแล้วนะคะ"

ซินถือโอกาสสำรวจใบหน้าสวยอย่างใกล้ชิดแล้วยกมือขึ้นมาวางทับมือนุ่มของอีกฝ่ายที่วางทาบหน้าผากของตนอยู่ "เมื่อคืนอาการผมแย่มากเลยหรอฮะ"

"เล่นเอาวิ่งวุ่นกันไปทั้งรีสอร์ตเลยล่ะค่ะ" หญิงสาวชักมือกลับอย่างช้าๆเพราะความรู้สึกร้อนวูบวาบเล่นงานเธออีกแล้ว "ทุกคนตกใจมากเมื่อตอนที่พบคุณนอนอยู่กับพื้นห้อง"

คนร่างสูงพยักหน้าเบาๆเพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้ก็คือทุกอย่างที่เริ่มจะดับมืดลงเท่านั้น

"คุณหมอบอกว่าคุณเป็นไข้หวัดธรรมดาเพียงแต่ว่าร่างกายอ่อนเพลียมากๆเท่านั้นเอง" หญิงสาวมองใบหน้าคมที่ตอนนี้เริ่มมีเลือดฝาดให้เห็นผิดกับใบหน้าขาวซีดเมื่อคืนแล้วก็เอ่ยออกมา "ดีนะที่คุณยังพอมีแรงโยนของไปกระแทกประตูชั้นถึงได้มาพบเข้า"

"โยนของ? ผมเนี่ยนะ" ปลายคิ้วเข้มขมวดอย่างใช้ความคิด ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็นึกออกแค่ว่าภาพสุดท้ายคือพื้นที่เอียงลงและความมืดที่ครอบงำ หญิงสาวหน้าซีดลงเล็กน้อยเมื่อเห็นคนผมดำส่ายหน้าไปมาแล้วกล่าวยืนยัน "ผมจะโยนของได้ไงในเมื่อผมหมดสติไปแล้วและก็เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมานี้เอง"

หญิงสาวพยายามยิ้มฝืนๆออกมาทั้งที่แผ่นหลังของเธอเย็นวาบ ก็ตั้งแต่มาอยู่รีสอร์ตนี้ก็มักจะมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับเธอเสมอ ยังไม่รวมกับความฝันเมื่อคืนที่มีผู้หญิงผมหยักโศกสวยคนหนึ่งมาหาเธอและพูดอะไรสักอย่างที่เธอจำไม่ได้ แต่รู้สึกว่าฝากฝังใครสักคนไว้กับเธอเท่านั้นเอง

"งะ งั้นก็ช่างมันเถอะ คุณซินไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว"

ซินมองใบหน้าที่เมื่อสักครู่ยังเป็นสีแดงระเรื่อแต่บัดนี้เปลี่ยนมาเป็นสีซีดจนเกือบจะขาวแล้ว และนัยน์ตาสีนิลก็ไปสะดุดเข้ากับรอยปื้นแดงที่ตัดกับผิวขาวอย่างชัดเจน

"รอยอะไร? ทำไมหน้าคุณเป็นรอยถลอกแบบนี้ล่ะ" ใบหน้าคมยื่นเข้าไปใกล้เรือนหน้าขาวเพราะว่าเขาไม่ได้ใส่แว่นตาจึงเห็นอะไรไม่ถนัดนัก ผิดกับอีกคนที่สะดุ้งน้อยๆแต่จะถอยหนีก็ไม่ได้เพราะมันจะเหมือนว่ารู้สึกไม่ดีกับเขา

"มะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ....ก็แค่แมลงกัดต่อย" ต้นว่านเอื้อมมือจะไปสัมผัสรอยปื้นแดงที่ลำคอตัวเองแต่ก็ชะงักไว้เพราะความรู้สึกขยะแขยงเหลือจะทานทน และแน่นอนการแสดงอาการรังเกียจแบบปิดไม่มิดของหญิงสาวมีหรือจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้

"ฝีมือมันรึ?" ปลายคิ้วเข้มขมวดเป็นปมอีกครั้งพร้อมกับดวงตาสีนิลที่ทอประกายเพราะอารมณ์โกรธ ว่านมองดวงตานั้นแล้วให้นึกหวาดหวั่นถึงเรื่องเมื่อคืน "ไม่เป็นไรค่ะ คุณซิน..เรื่องมันผ่านมาแล้ว"

"ขอโทษที่ไปช่วยคุณช้าไป" ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเข้ากับรอยผื่นแดงที่แก้มใสของอีกคนอย่างแผ่วเบา ต้นว่านสบสายตากับดวงตาสีนิลที่ความดุร้ายในแววตาลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วก็ยิ้มออกมาบางๆและส่ายหน้าไปมา

"ชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษ" หญิงสาวก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด 'เพราะชั้นที่ทำให้คุณเกือบเป็นฆาตกร'

"คุณว่าน" น้ำเสียงจริงจังของคนบนเตียงขาวดังขึ้นทำให้เธอเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าคม "ถ้ารอยนั้นซินเป็นคนทำ...คุณจะรังเกียจไหม?"

ร่างบางนิ่งไปเกือบนาทีก่อนจะเลิกคิ้วสูงแล้วถามซ้ำด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "อะ อะไรนะคะ คุณซินหมายความว่ายังไง"

"ผมหมายความตามที่พูด" นัยน์ตาสีนิลมองไปที่ปลายนิ้วของตัวเองที่ยังคงลูบร่องรอยแห่งความอัปยศนั่นโดยไม่สนใจอาการร้อนๆหนาวๆของร่างบางแม้แต่น้อย "คุณจะรังเกียจซินมั้ย?"

"เอ่อ" ต้นว่านใบหน้าแดงระเรื่อจะมองหน้าคู่สนทนาก็ไม่กล้าจึงได้แต่นิ่งเงียบงันแบบนั้น ก็จะให้เธอตอบยังไงเล่า! ถ้าบอกว่าไม่รังเกียจก็แสดงว่าเธอมีใจน่ะสิ!! แต่ถ้าบอกว่ารังเกียจมันก็ไม่จริงอีกนั่นล่ะ แล้วถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรก็ยิ่งเข้าไปใหญ่เลย เขาต้องรู้แน่นอนว่าเธอโกหกคำโต

ซึ่งเขาก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าต้นว่านต้องไม่ตอบและเขาก็รู้อีกเช่นกันว่าเธอไม่รังเกียจเขาแน่ไม่เช่นนั้นคงจะปัดมือออกไปนานแล้ว นัยน์ตาสีดำมองสบตาดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้คล้ายกับว่าจะขออนุญาตอะไรบางอย่าง...

ใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ จนหญิงสาวต้องปิดตาแน่นเพราะความตื่นเต้น ตอนนี้เธอได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่ดังจนไม่มีสมาธิมากพอที่จะคิดอะไรอีกแล้ว กระทั่งใบหน้าร้อนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่สัมผัสแก้มร้อนของเธออย่างแผ่วเบา ตามด้วยสัมผัสนุ่มของริมฝีปากบางที่บรรจงกดลงมาอย่างช้าๆ

สาวสวยสั่นสะท้าน ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยถูกหอมแก้มเพียงแต่ว่าไม่มีจูบครั้งใดที่ให้ความรู้สึกเหมือนครั้งนี้ ทั้งหอมหวานและเสียววูบวาบไปทั่วทั้งตัว รวมถึงสัมผัสที่ชวนให้จั๊กจี้ของขนตาที่ยาวเป็นแพซึ่งค่อยๆเลื่อนตามโครงหน้าลงมาที่ซอกคอขาว จมูกโด่งสัมผัสกับรอยปื้นแดงก่อนที่จะตามด้วยริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่จูบสัมผัสอย่างบางเบาก่อนที่จะเพิ่มแรงกดสัมผัสขึ้นไปตามลำดับ ต้นว่านกำผ้าคลุมเตียงสีขาวที่สกรีนลายสีเขียวของโรงพยาบาลอย่างลืมตัวจนกระทั่ง......

"เคร้ง!!" เสียงภาชนะบางอย่างที่ทำด้วยสแตนเลสกระทบพื้นหินอ่อนดังไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลที่เน้นความเงียบแบบนี้ ร่างบางที่เพิ่งจะรู้สึกตัวรีบลุกขึ้นแล้วเดินเบี่ยงเข้าห้องน้ำปิดประตูไป ซึ่งผิดกับอีกคนที่ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่หน้าประตูห้องอย่างรู้สึกขัดใจ

"ขอโทษฮะ คุณพยาบาล ช่วยเก็บให้ฮะ ขอโทษนะฮะ" เอ๋รีบก้มลงเก็บช้อนโลหะแล้วยื่นให้พยาบาลสาวอย่างลนลาน โดยมีคนร่างสูงส่ายหัวไปมาอยู่ข้างๆ "ไอ้บ้าเอ้ย เสียงดังไปถึงไหนต่อไหน"

"ก็เมื่อกี้...." คนผมสีทรายหันไปทำสีหน้าแปลกๆใส่เพื่อนรัก ซึ่งกรีย์ก็ส่งสายตาดุๆตอบกลับมาเขาจึงเงียบและไม่พูดอะไรต่อไป กรีย์จึงเคาะประตูเบาๆ แล้วบิดลูกบิดประตูเปิดเข้าไป

คนในห้องหยิบแว่นใสขึ้นมาใส่ก่อนที่จะตีสีหน้าเรียบต้อนรับเพื่อนรักทั้งสอง "ว่าไง"

"แกนั่นแหล่ะเป็นยังไง" คนร่างสูงเดินเข้ามาหาเพื่อนรักแล้วนั่งลงที่ข้างเตียง "อาการย่ำแย่เชียวนะแกเมื่อคืน"

"เออ ไม่เป็นไรแล้ว....แล้วแกเป็นอะไรไอ้เอ๋" ซินมองเพื่อนรักผมสีทรายที่ทำหน้าประหลาดๆแล้วเดินวนไปมาอยู่บริเวณหน้าประตูห้องน้ำ

"อะเอ้อ ไม่มีไร แค่จะล้างมือ"

"คุณว่านอยู่ในห้องน้ำ"

"เออ เอ้อ รู้แล้ว" เอ๋เดินทำหน้าเหร๋อหรามานั่งที่โซฟาสำหรับคนเฝ้าไข้แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมานั่งอ่านทว่า

"....หนังสือพิมพ์กลับหัว" กรีย์มองอาการส่อพิรุธของเพื่อนแล้วก็เดินเข้าไปตบหัวเรียกสติซะหนึ่งที ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากคนไข้บนเตียงได้อย่างดี

เอ๋นั่งมองเพื่อนรักที่หัวเราะตัวเองอย่างสนุกสนานแล้วก็ฝืนยิ้มแหยๆ ก็เขาเพิ่งจะเห็นเพื่อนรักเล่นหนังสดแบบจะจะไปเมื่อสักครู่นี่เอง 'มันเป็นแฟนกับน้องจูนอะไรนั่นนี่หว่า ถึงจะเป็นแค่การแสดงบังหน้าก็เถอะ'

'แล้วถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้ล่ะ? ถ้าเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอย่างน้อยก็น่าจะบอกกันมั่งนี่หว่า' แล้วคนผมสีทรายก็ยังคงนั่งขบคิดกับปัญหาที่ตัวเองไม่มีทางแก้ออกต่อไป

...

....

เสียงวักน้ำดังจากอ่างล้างหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ต้นว่านมองใบหน้าเปียกน้ำของตัวเองแล้วก็ถอนหายใจ ไม่ว่าเธอจะเอาน้ำเย็นมาลดอุณหภูมิบนใบหน้าเท่าไร ความร้อนจนเห็นทั่วทั้งหน้าเป็นสีแดงก็ไม่ได้ลดลงไปเลย นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้มองไปที่รอยแดงบนซอกคอขาวแล้วก็ลูบมันเบาๆและเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ตอนนี้ความรู้สึกรังเกียจรอยปื้นแดงนี้หายไปแล้วคงเหลือไว้เพียงสัมผัสอ่อนโยนและหอมหวานของคนผมดำเท่านั้น

จนกระทั่งสาวสวยนึกอะไรขึ้นมาได้ นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองภาพสะท้อนเงาของตัวเองในกระจกที่มีรอยปื้นสีแดงอย่างชัดเจนแล้วก็ร้องคราง "แล้วชั้นจะออกจากห้องน้ำได้ยังไงล่ะเนี่ย!!"

จบตอน 22