Yuri-fiction

 แหมดองมาซะนานนม = w = เขินที่สุด เกือบสองเดือนได้แล้วมั้ง ก็ขอเขียนสักหน่อยน่ามีเรื่องจะเล่าเยอะแยะเลยแต่นึกไม่ออกแฮะ

เหมือนจะเคยเล่าให้ฟังว่าจะไปสอบชิงทุนอะไรสักอย่างใช่ม้า ผลประกาศแล้วว่าสอบข้อเขียนผ่าน วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมาก็ไปสอบสัมภาษณ์ไป วันพรุ่งนี้ล่ะ 15 ก.พ. จะรู้ผลว่าจะได้ทุนหรือเปล่า แล้วถ้าได้จะได้ทุนแบบไหนมี 3 ประเภทอะ คือ จ่ายค่าเล่าเรียน 100%+30000 แบบจ่ายเฉพาะค่าเรียน 100% กับจ่ายค่าเรียน 50%

แต่ถ้าไม่ได้ทุน.... เทอมละ 30000 T w T

เป็นทุนการจัดการอุตสาหกรรมภาคต่อเนื่อง เรียนเสาร์อาทิตย์ 2 ปี ของ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถาบันที่แยกมาจากสมาคมส่งเสริมไทย-ญี่ปุ่นอะนะ

เพื่อนบ่นมาเหมือนกันว่าแกจะเรียนตรีอีกทำไมฟะ -*- ก็หนูอยากทำงานบริษัทญี่ปุ่นนี่ สสท.มีชื่อในวงการอุตสาหกรรมและบริษัทญี่ปุ่นมากเลยนะ แล้วทุนที่เขาให้มานี่ก็เป็นทุนจากบริษัทญี่ปุ่น 300กว่าแห่งให้ทุนมานา

บ่นมาทั้งหมดสรุปก็คือ พรุ่งนี้รู้ผล!! > w < ขอให้ติดละกันนะ ความรู้สึกคงจะเหมือนกับถูกหวยรางวัลใหญ่ละมัง?

ชมรมลับลับขจัดทอมเจ้าชู้ ตอนพิเศษ : คู่รักจำเป็น

มีวันหนึ่งที่ใครต่อใครก็ต่างสมมติให้วันนั้นเป็นวันแห่งความรัก วันที่ใครๆก็เดินจับมือกันเป็นคู่ๆ ร้านรวงต่างๆก็พร้อมใจกันประดับประดาด้วยสีแดงของความรักและสีชมพูของดอกไม้ เสียงดนตรีบรรเลงอย่างอ่อนหวานและรสของช็อกโกแลตที่ขมแต่ก็หวานจนอดใจหยุดกินเสียมิได้

ทำไมแค่หนึ่งวันของเดือนที่สั้นที่สุดในรอบปีถึงมีความสำคัญถึงเพียงนี้นะ ใครกันที่เป็นคนเผยแพร่ประเพณีวันแห่งความรักเข้ามาในเมืองไทย? ทั้งๆที่คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ!!

.....

......

....... "แล้วทำไมฉันต้องมานั่งใส่ใจกับวันแบบนี้ด้วย" เด็กสาวยันตัวขึ้นอย่างมั่นใจ "มันก็แค่วันที่ใครก็ไม่รู้สมมติขึ้นมา!!"

"....ถ้าคิดได้อย่างนั้นแล้วก็รีบออกไปซื้อของสักที" คุณแม่ที่มองอาการของลูกสาวมาอยู่นานแล้วเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะรีดผ้า "จะกินมั้ยข้าวเย็นน่ะ"

.........................................................................................................................................................

ในย่านการค้าวันนี้มีคนพลุกพล่านมากกว่าทุกวัน อาจจะเป็นเพราะว่าสัปดาห์นี้มีวันที่ถูกระบุว่าเป็นวันแห่งความรักซึ่งเหมือนกันทั่วโลก ของขวัญข้าวของเครื่องใช้ต่างๆจึงมีการจัดลดราคาและโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดคนเข้าร้าน

เด็กสาวเดินก้มหน้าก้มตาตลอดทาง เธอมองแต่พื้นที่จะเดินเท่านั้นเพื่อแก้เก้อและลดอาการอิจฉาคนที่เดินควงกันเป็นคู่ๆ แม้แต่ตามร้านอาหารต่างๆที่นั่งริมกระจกก็มีคนป้อนอาหารกันอย่างหวานแหวว "เฮอะ เจ้าพวกบ้าสมัยนิยม"

สาวน้อยเดินบ่นพลางก้มหน้างุดๆจนไปชนกับคนข้างหน้าที่ยืนหันหลังอ่านหนังสืออยู่แผงหน้าร้านหนังสือเข้าอย่างจัง ที่สำคัญหนังสือเล่มแพงที่เขายืนอ่านฟรีอยู่ดันตกลงบนน้ำขังเพราะฝนตกซะได้ คนตัวสูงส่งเสียงร้องอย่างไม่พอใจ "เฮ้ย!! เดินยังไงเนี่ย โธ่เอ้ย เปื้อนหมดเลย" เขาก้มลงเก็บหนังสือราคาแพงที่เปรอะน้ำเต็มไปหมด

"ขะ ขอโทษค่ะ" จูนรีบก้มลงจะเก็บหนังสือให้คนร่างสูง จนเมื่อสายตามาอยู่ระดับเดียวกัน

"เฮ้ย! เธออีกแล้วเรอะ" เมื่อเอ๋เห็นหน้ายัยตัวแสบที่เดินมาชนเขาแล้วก็ร้องอย่างตกใจ ผิดกับอีกคนที่ถึงจะตกใจแต่ก็ทำหน้ายิ้มแหยๆเพราะรู้สึกผิดเมื่อเห็นราคาที่หน้าปก นาทีเดียวกับที่เจ้าของร้านได้ยินเสียงโวยวาย คุณป้าวัยกลางคนจึงเดินออกมาดูที่หน้าร้านก็เห็นสภาพหนังสือวารสารคอมพิวเตอร์ราคาแพงจนไม่ค่อยจะมีคนอยากซื้อเปียกน้ำอยู่ในมือทั้งคู่

"ว้าย! ตาเถร! พวกเธอต้องรับผิดชอบเลยนะ!! เปียกแบบนี้ป้าจะขายต่อได้ยังไงล่ะเนี่ย" สตรีวัยกลางคนมองไปที่เอ๋เพราะจำได้ว่าเจ้าคนนี้ยืนอ่านฟรีมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาทีแล้ว

"...ฮะ ถ้าอย่างนั้นก็เช็ดน้ำแล้วห่อปกให้ด้วยนะฮะ" คนตัวสูงถอนหายใจด้วยความเซ็งเพราะอีกไม่ถึงสิบหน้าจะจบเล่มแล้วเชียวต้องเสียเงินซื้อจนได้ เขาควักแบงค์ห้าร้อยให้หญิงวัยกลางคนก่อนจะเดินตามเธอเข้าร้านไป ปล่อยให้เด็กสาวนั่งอ้าปากหวอเพราะทำอะไรไม่ถูกอยู่หน้าร้าน.......

"วันนี้เป็นวันซวยจริงๆเลย พับผ่าสิ" คนผมสีทรายถือหนังสือออกจากร้านแล้วก็สะดุดยืนมองคนที่ยังยืนรอเขาอยู่หน้าร้าน ".....ยังอยู่อีกเรอะ"

"ง่า เค้าขอโทษไม่ได้ตั้งใจอะ" เด็กสาวทำหน้าหงอยขอความเห็นใจเต็มที่แม้เจ้าตัวจะไม่มั่นใจว่ามันจะชดใช้ความผิดของหนังสือวารสารรายสัปดาห์ราคา 350 บาทได้หรือไม่

คนนัยน์ตาสีอ่อนขยี้หัวอย่างหงุดหงิด จะเอาโทษอะไรก็ไม่ได้เพราะติดที่เป็นรุ่นพี่แถมยังเป็นแฟนเพื่อนรักเสียอีก เขาจึงตอบส่งๆไป "เออๆ ช่างมันเหอะ "

เขาหมุนตัวเดินออกมาจากหน้าร้าน อาจจะเป็นเพราะเริ่มหิวและเมื่อยขาด้วยละมั้งเลยทำให้วันนี้เขาหงุดหงิดอย่างผิดวิสัยแล้วเจ้าตัวก็คิดว่าไปหาอะไรกินอะไรๆคงจะดีขึ้น เพราะตอนนี้ก็เที่ยงกว่าจนเกือบจะบ่ายโมงอยู่แล้ว คนร่างสูงมาหยุดยืนหน้าร้านแฮมเบอร์เกอร์เพื่อที่จะดูเมนูหน้าร้านแล้วก็สังเกตุเห็นสาวน้อย ".......แล้วเธอจะเดินตามฉันมาทำไมเนี่ย"

"....สำนึกผิดง่า ขอเค้าเลี้ยงข้าวนะ" เอ๋ยืนมองคู่กัดด้วยสายตาหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน "หิวแล้วด้วยง่า" เด็กสาวทำตาละห้อยแล้วก็ลูบท้องไปมา

"...งั้นก็ไม่เกรงใจล่ะ" คนผมสีทรายตอบพลางทำท่าจะเดินเข้าร้านแต่ทว่ามือเล็กกลับดึงชายเสื้อของเขาไว้ "อะไร!?"

"จะกินราเมงอะ" เด็กสาวชี้มือไปที่ร้านบะหมี่เลขแปด "ไม่ใช่ราเมงเค้าไม่เลี้ยงจริงๆด้วย"

"รู้แล้วๆ ไม่ต้องดึงก็ได้น่า" ยังไม่ทันที่จะฟังคำตอบจากอีกคนสาวน้อยผมทรงสายไหมก็ดึงชายอีกคนให้เดินตามมาแต่โดยดี

แม้แต่ร้านบะหมี่ของญี่ปุ่นก็เอาใจคู่รักในวันนี้เหมือนกัน ป้ายหน้าร้านติดกระดาษแข็งสีแดงประดับด้วยหัวใจและเขียนโปรโมชั่นพิเศษเอาไว้เพื่อดึงดูดผู้คน แต่ใครจะสนฉันไม่ได้มากับแฟนนี่ไม่อ่านหรอกเชอะ เมื่อได้ที่นั่งแล้วทั้งสองรับเมนูมาก่อนที่จะอาหารและนั่งรอ

"...แล้วหนังสือ"

"ไม่เป็นไรเปื้อนปกกับข้างในนิดหน่อยเป่าแห้งก็ได้แล้ว" เขานิ่งไปสักพักก่อนจะยิ้มยียวนตามสไตล์ "แถมยังได้กินราเมงฟรีอีกต่างหาก"

"เหอะๆ" เด็กสาวหัวเราะแบบฝืนๆเพราะความรู้สึกผิดชักจะเริ่มหมดลงแล้ว

"ว่าแต่...วันแบบนี้ทำไมมาเดินคนเดียว ไอ้ซินล่ะ?" เอ๋เห็นหน้าคนตรงข้ามแล้วกลัวจะอดกินของฟรีจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแทน

"....ฮึ ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ดันมานัดประชุมหัวหน้าคณะวันนี้ซะได้" จูนเขี่ยน้ำแข็งในแก้วอย่างหงุดหงิด ไม่เช่นนั้นวันนี้เธอคงจะมีบรรยากาศหวานแหววเหมือนคู่รักทั่วไปแล้ว

"อ้อ ใช่" คนผมสีทรายตอบรับแล้วเบนสายตาไปทางอื่น คนข้างหน้าจะรู้มั้ยเนี่ยว่าไอ้บ้าคนนั้นก็คือเจ้าซินแฟนสุดที่รักของเธอนั่นแหละ

"แล้วนายละ วันแบบนี้ไหงมาเดินคนเดียว" เด็กสาวก้มลงดูดชาเขียวในแก้วเพื่อดับความหงุดหงิดในใจ "คุณแฟนแสนสวยคนนั้นล่ะ"

"เฮอะ เลิกกันไปได้สองสามวันแล้ว" คนผมสีทรายแบะปากแล้วหยิบหนังสือคอมพิวเตอร์ขึ้นมาสำรวจต่อ

"นายนี่มันเจ้าชู้จริงๆเลยนะ" เด็กสาวย่นคิ้วเข้าหากันแล้วนัยน์ตากลมโตก็มองไปที่อีกคนอย่างเอาเรื่อง "เห็นผู้หญิงเป็นดอกไม้ริมทางรึไง"

"มันก็พอๆกับที่พวกนั้นเห็นฉันเป็นเครื่องเล่นนั่นล่ะ แล้วก็ขอโทษที ถ้าเธอลืมไปนะ....ฉันก็ผู้หญิงเหมือนกัน" มือขาววางหนังสือลงบนโต๊ะแล้วจ้องตากับอีกฝ่าย

"เครื่องเล่น?" เด็กสาวทวนคำอย่างหงุดหงิดในท่าทีเพราะอีกฝ่ายจ้องมองมาเหมือนจะหาเรื่องอยู่กลายๆ

"ไม่รู้รึไงว่าพวกดี้เข้าหาทอมเพราะเรื่องอะไร" เขาท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนฝั่งตรงข้าม "นั่นล่ะ ความหมายของเครื่องเล่น" เมื่อเห็นแววไหววูบในดวงตากลมโตของอีกฝ่ายเขาก็ยืดตัวตรงเหมือนเดิม

"...ฉันไม่ใช่พวกแบบนั้น ฉันไม่ได้คบกับพี่นิดหรือว่าพี่ซินเพราะหวังเรื่องแบบนั้น" เด็กสาวใบหน้ามีสีแดงส่งสายตากร้าวให้อีกฝ่าย "ยังไงก็ตามนายก็เล่นด้วยทุกคนนี่ก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกนะ"

"เฮอะ เห็นว่าใจง่ายขนาดนั้นเชียว เห็นแบบนี้แต่ฉันเป็นคนจริงใจพอตัวเลยนะ ที่เลิกๆกันไปน่ะพวกนั้นขอเลิกทั้งนั้น" เขาหยักไหล่ก่อนที่จะพูดลอยๆออกมา "วันๆเอาแต่เล่นเกมส์ไม่สนใจเราบ้างล่ะ โตป่านนี้แล้วยังอ่านการ์ตูนบ้างล่ะ อยากได้นู่นอยากได้นี่ เสื้อผ้าแบรนด์เนมบ้างล่ะ ฉันล่ะสงสัยจริงๆว่าพวกนี้ชอบฉันที่ฉันเป็นหรือว่าคิดเอาเองว่าฉันต้องเป็นแบบนู้นแบบนี้ตามใจเขากันนะ"

"....เหมือนกันเลย" เด็กสาวร่างเล็กมองรุ่นพี่อย่างเข้าใจ "ที่ชั้นเลิกกับเพื่อนนายก็เหตุผลคล้ายๆกัน พี่เขาว่าชั้นเด็กเกินไป เขาอยากได้ขาวหมวยสวยเอ็กซ์จะมาบังคับให้ชั้นทำแบบโน้นแบบนี้ตามใจเขา อ่านการ์ตูนก็ว่า เล่นเกมส์ก็ว่า......แล้วสุดท้ายก็มาบอกเลิกเพราะว่าชั้นไม่ยอมตามเขา"

ทั้งสองคนมาหน้ากันแล้วถอนหายใจ จังหวะนั้นพนักงานเสริฟ์ก็นำเกี๊ยวซ่าที่เพิ่งทอดเสร็จมาส่งพอดี ทำให้การสนทนาหยุดลงชั่วครู่เพราะต่างคนต่างก็หิวเหมือนกัน

"กว่าจะทำใจออกมาหาดูหนังสือในวันแบบนี้ได้ ก็ดันมาโดนให้ควักเงินซื้อหนังสือแพงๆที่อุตสาห์ยืนเมื่อยขาอ่านฟรีมาเกือบครึ่งชั่วโมงเสียอีก"

"โธ่เอ้ย ก็ขอโทษแล้วไงเลี้ยงราเมงแล้วด้วย บ่นเป็นตาแก่ไปได้" เด็กสาวทำแก้มป่องขณะที่กำลังเคี้ยวชาชูอยู่เต็มปาก

"แถมยังเลือกร้านอีกนะ" คนผมสีทรายคว้าเกี๊ยวซ่าชิ้นสุดท้ายเข้าปากก่อนที่จะจัดการราเมงในชามใหญ่ของตัวเองต่อไป

"ก็อยากกินนี่นา" เด็กสาวกินราเมงไปพลางมองหน้าคนตรงข้ามไปพลาง คิดว่าชั้นอยากมานั่งเลี้ยงราเมงนายรึไงยะ วันแบบนี้ไม่ได้ออกมากับแฟนแล้วยังเจอแม่ใช้มาซื้อของอีก แถมยังมาเจอเจ้าหัวหอยเม่นนี่เบ่งใส่แล้วยังต้องเลี้ยงอาหารอีก ซวยจิงๆเลยวันนี้

เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีอาหารที่อยู่ในชามและจานบนโต๊ะก็หายไปหมดแล้ว ทั้งสองนั่งนิ่งเพื่อเป็นการพักผ่อนหลังจากจัดการกับความหิวของตนเรียบร้อย "ว่าไง กลับกันได้รึยัง"

"ไปสิ" เด็กสาวลุกขึ้นหยิบบิลเดินตรงไปที่หน้าเคาท์เตอร์ เธอควักธนบัตรขึ้นมา 250 บาทเพราะคำนวณราคาในเมนูเรียบร้อยแล้ว

"175บาทค่ะ" เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นสูงแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถาม พนักงานคนเดิมก็บอกให้เอ๋จับสลากจากกล่องใสๆ ซึ่งเจ้าตัวก็หยิบไปแบบงงๆ

"ยินดีด้วยนะคะ ได้รางวัลตั๋วหนังฟรีสองที่ค่ะ" พนักงานสาวยิ้มแย้มอย่างแจ่มใสตามที่ฝึกมาโดยไม่ได้สนใจใบหน้างุนงงของคนทั้งคู่แม้แต่น้อย (ตูได้รางวัลเรื่องอะไรเนี่ย)

เด็กสาวผมทรงสายไหมรับตั๋วหนังและเงินทอนแบบงงๆ แล้วเดินออกมาหน้าร้านที่เพื่อนร่วมโต๊ะออกมายืนรออยู่แล้ว จูนสังเกตุเห็นว่ารุ่นพี่สาวยืนมองกระดาษแผ่นใหญ่หน้าร้านด้วยสายตาตกตะลึงแล้วใบหน้าก็ออกจะแดงนิดๆด้วย เธอจึงเดินมาอ่านข้อความบนกระดาษสีแดงที่ตอนเข้าร้านไม่ได้สนใจมัน

"พิเศษสำหรับคู่รักลดทันที 30% พิเศษลุ้นรับโชคตั๋วหนังฟรี2ที่นั่ง จำนวน 100 รางวัล"

".....250บาทเหลือ175 แล้วก็ตั๋วหนัง" เด็กสาวพูดลอยๆแล้วใบหน้าก็เป็นสีชมพู เธอมองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วมองกลับไปที่พนักงานในร้านที่ยืนกระซิบกระซาบกันเมื่อเห็นเธอมองมาสองคนนั้นก็รีบทำหน้าที่ต่อไป

"อ่ะแฮ่ม แล้วจะทำยังไงกับตั๋วฟรี?ที่นั่งv.i.p.ด้วยนะนี้" เอ๋คว้าบัตรหนังทั้งสองใบขึ้นมาดู "มีเรื่องนี้ที่อยากดูพอดีเลย ว่าไง?คุณแฟนจำเป็น"

".....อ่า"  เด็กสาวมองดูตั๋วหนังสลับกับหน้าคนถือ แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรก็ถูกอีกฝ่ายดึงมือไปเสียแล้ว

"ไปไป หนังฉายรอบบ่ายสองอีกสิบนาที"  เอ๋เดินจูงอีกคนอย่างรวดเร็ว อันที่จริงวันนี้เขาคิดจะพาแฟนมาดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้วแต่ดันมีเหตุให้เลิกกันไปเสียก่อน การมาเจอสาวน้อยคนนี้ไหนวันนี้มันก็ไม่แย่อย่างที่คิดนี่นา

"เดี๋ยวต้องไปซื้อของให้แม่อ่า เดี๋ยวไม่ทันทำข้าวเย็น" เด็กสาวเร่งก้าวเท้าเดินเร็วให้ทันคนขายาว

"หนังเรื่องนี้สองชั่วโมงเอง เดี๋ยวพาไปซื้อของแล้วไปส่งถึงบ้านเลยเอ้า" คนร่างสูงยื่นข้อเสนอให้เต็มที่เพราะถ้าไม่ดูวันสองวันนี้หนังเรื่องนี้คงจะออกโรงไปแน่ๆ

"เอ้าๆ ไปก็ไป อย่าเดินเร็วได้มั้ยตามไม่ทัน!!"

"ยัยขาสั้นเอ้ย"

"ตาหัวหอยเม่นนี่!!มาวิ่งแข่งกันเลยมั้ย"

"อ้อ คิดว่าแน่ก็เอาเลยยัยเตี้ย ใครถึงหน้าโรงก่อนชนะเอามั้ยล่ะ!!"

"ได้เลย ย ย  ยย  ย " แล้วเสียงวิ่งตึงตังก็ดังไปตามทางเดินของห้างพร้อมกับเสียงผู้คนที่บ้างส่งเสียงร้องอย่างตกใจ บ้างก็ส่งเสียงเชียร์ไปตลอดทาง...

อันที่จริง...วันนี้ก็ไม่แย่เหมือนอย่างที่คิดเหมือนกันแฮะ

 

edit @ 14 Feb 2008 22:15:57 by เซซาเร่

ชมรมลับลับขจัดทอมเจ้าชู้ : เมื่อฉันลืมตา

 เอนทรี่ที่แล้วลืมบอกชื่อเพลง Thank you ของ dido เพราะพริ้งเสียนี่กระไร..... แต่ทำไมดูเครื่องอื่นไม่ได้ฟร่ะ!!! T [] T ดูได้เครื่องชั้นเครื่องเดียวจะมีประโยชน์ไรเนี่ยยย อุตสาห์ฉกมา เอาเป็นว่าใครอยากฟังไปตามลิงค์นี่ละกาน bignose (ฟังเซ่ต้องฟัง!!บังคับเว้ย) อานะขี้เกียจพูดแย้วตอนนี้ก็ยาวน่าดูเหมือนกันนา ไว้สักสองสามอาทิตย์หน้าละกาน ถ้าถึงตอนนั้นมุขไม่แป้กก็จะแต่งอีก เพราะเรื่องชักซีเรียสอีกละ -*- อะเค บายเบบี๋ไปอาบน้ำก่อนเกลือเกาะเต็มตัวแย้ว เม้นท์ไว้ด้วยล่ะเม้นท์ชอบอ่านฟรีบ้าบอที่สุด!!

ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วที่เธอนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้นระคนดีใจ และอาการนั้นก็ยังไม่หายกระทั่งแม้แต่ในห้องเรียนในเช้านี้ก็ตาม ฝนนั่งมองเพื่อนสาวของตัวเองที่เดี๋ยวก็ผุดลุกผุดนั่ง ทั้งท้าวคาง เคาะโต๊ะ หรือแม้แต่อาการใดก็ตามที่ก่อให้เกิดเสียงดังและรบกวนสายตาเพื่อนร่วมชั้นรวมถึงอาจารย์ประจำวิชาเป็นอย่างมาก จนหล่อนต้องเชิญให้สาวน้อยไปนั่งอยู่ที่นั่งด้านหลังสุด สาวแว่นมองตามเพื่อนรักไปแล้วส่ายศรีษะไปมาด้วยความระอา ไม่ว่าจะคบกันมากี่ปีนิสัยขี้ตื่นเต้นเป็นเด็กๆนี้ก็ไม่หายสักทีสิน่า

สาวน้อยผมทรงสายไหมเดินหน้าชาเล็กน้อยเพราะโดนทั้งอาจารย์และเพื่อนๆรุมขับไล่ให้มาด้านหลัง เด็กสาวนั่งลงบนเก้าอี้ได้สักพักแล้วก็เริ่มยิ้มกับตัวเองอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเที่ยงวันนี้ อาการแบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าดีใจจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ เกือบอาทิตย์แล้วที่เธอนั่งนับวันรอคอยวันที่คนรักจะกลับมาอย่างใจจดจ่อ

"เมื่อไรจะถึงเที่ยงสักที คิดถึงจังเลย" แล้วเจ้าตัวก็ต้องนึกอายกับคำพูดของตัวเอง สาวน้อยทำหน้าแดงแล้วยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าตัวเองพลางบิดตัวไปมา จนเจ้าของวิชาต้องส่ายหน้าอย่างระอาใจเพราะสมาธิในการสอนทั้งหมดถูกสาวน้อยคนนั้นเอาไปหมดแล้วจึงตัดสินใจเลิกคลาสเร็วกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่วายหล่อนยืนดักรอเด็กเจ้าปัญหาคนนั้น ขณะที่ทรงผมสายไหมกำลังจะเดินออกประตู มือเรียวก็ม้วนหนังสือแล้วเคาะลงไปเสียหนึ่งที

"อ๋อย อาจารย์อ่ะ!!" จูนคลำหัวตัวเองแล้วทำหน้างอก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปเพราะอาจารย์สาวง้างมือขึ้นเตรียมเคาะอีกที

ฝนยืนหัวเราะให้กับหน้างอๆของเพื่อนตัวเองอยู่ตรงทางลงบันได แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆแทนเมื่อเห็นสายตาของเพื่อนรักที่ตวัดมา

"พวกนั้นจะกลับมาวันนี้สินะ"

"ฮื่อ"

"อีกไม่นึงสิบนาที"

"ฮื่อ"

"ปากจะถึงรูหูแล้ว" คนใส่แว่นหัวเราะให้กับใบหน้าแดงก่ำเหมือนลูกแตงโมของเพื่อนสาวที่หุบยิ้มอย่างรวดเร็ว แล้วส่งสายตาดุให้เพื่อนรักอีกครั้งจนฝนต้องส่ายหน้าแล้วตบไหล่เพื่อนเบาๆ "ปะ ไปหาอะไรมานั่งกินรอกัน"

.........................................................................................................................................................................................

จากทิวทัศน์ของป่าไม้สีเขียวเริ่มเปลื่ยนแปลงมาเป็นป่าคอนกรีตแทน เช่นกันกับลำต้นสีน้ำตาลแก่และสีสันสีเขียวของต้นไม้สูงที่ถูกเปลี่ยนเป็นตึกหินสูงลัดฟ้าเช่นกัน ซึ่งนั่นก็เป็นสัญญาณบอกแล้วว่ารถบัสคันนี้กำลังจะถึงจุดหมายในไม่ช้า บางคนในรถก็เริ่มแต่งเนื้อแต่งตัว บ้างก็สะกิดเพื่อนข้างๆที่นอนน้ำลายไหลใส่บ่าตนให้ตื่นเสียที ซินมองสาวสวยที่ยังคงนั่งหลับตาพริ้มอยู่แล้วจึงตัดสินใจปลุกคนด้านข้างเสียที แต่ทันทีที่มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสท่อนแขนขาวของอีกคน ความร้อนก็วิ่งผ่านมือขึ้นมาจนคนผมดำตกใจ

"คุณว่าน คุณว่าน"คนใส่เสื้อสีส้มตัดสินใจเขย่าตัวร่างบางเพื่อให้รู้สึกตัว

คิ้วเรียวย่นเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆปรือตาขึ้นมา พร้อมกับเสียงอู้อี้ในลำคอ "อื้อ ถึงแล้วเหรอ...ปวดหัวจัง"

"...มือคุณเย็นจัง" หญิงสาวพูดกับอีกคนที่ยกมือขึ้นมาสัมผัสหน้าผากตน

"คุณตัวร้อนเกินไปต่างหากคุณว่าน สงสัยจะเป็นไข้แล้วนะเนี่ย"

"...อือ ลมหายใจยังร้อนเลย" คนผมน้ำตาลว่าแล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง

"อีกเดี๋ยวจะถึงมหาลัยแล้วเดี๋ยวซินจะพาคุณไปห้องพยาบาลตอนนี้หลับไปก่อนก็แล้วกัน"

สาวสวยพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้โดยที่ไม่ได้ลืมตา จึงไม่อาจรับรู้ได้ถึงนัยน์ตาที่แสดงถึงความห่วงใยที่คนผมดำไม่เคยมีให้ใคร....นอกจากพี่สาวต่างสายเลือดของเขาคนเดียวเท่านั้น

รถบัสเคลื่อนมาจนถึงบริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัย ทันที่ที่รับรู้ถึงการมา จูนรีบดึงมือเพื่อนรักให้ไปยืนรอบริเวณลานจอดรถ ซึ่งฝนก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างทุลักทุเลเพราะโดนลากอยู่นั่นเอง รถบัสจอดสนิทไม่กี่อึดใจต่อมาผู้คนก็เดินลงจากรถและยืนรอรับสัมภาระของตน หญิงสาวทั้งสองคนยืนชะโงกมองหาคนรู้จักที่อยู่ด้านบน

ตอนนี้ผู้คนลงกันมาจนเกือบจะหมดคันรถแล้วแต่เธอก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่รอคอยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความสับสนว่าตนเองจำวันผิดสาวน้อยจึงก้มลงควานหาสมุดจดในกระเป๋าสะพายสีหวาน และตอนนั้นเองที่สองคนสุดท้ายในคันรถก็เดินลงมาพอดี ฝนจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสอบถามหนึ่งในสองคนนั้น

"ขอโทษนะคะ เห็นพี่ต้นว่านกับพี่ซินมั้ยคะ?"

คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วจึงตอบคำถามของรุ่นน้อง "อ้อ รุ่นน้องของคุณว่านสินะ ตอนนี้ซินพาเขาไปห้องพยาบาลน่ะ"

"หา!!" เสียงอุทานอย่างตกใจดังขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน  จูนเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดจดเล่มเล็กเพื่อมองหน้าผู้พูดอย่างไม่เชื่อหู แล้วนัยน์ตากลมโตก็สะดุดไปที่อีกคนที่ยืนรอเพื่อนตอบคำถามรุ่นน้องอยู่ ขณะที่สาวน้อยกำลังมองใบหน้าด้านข้างนั้นด้วยความคุ้นตาเพราะนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน คนร่างสูงที่รู้สึกว่ามีคนมองเขาอยู่ก็หันมาสบตาพอดี

"เฮ้ย!!!" ฝนสะดุ้งสุดตัวเมื่อเพื่อนสาวที่ยืนข้างๆส่งเสียงแหลมประสานเสียงกับรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามตน ผิดกับรุ่นพี่สาวอีกคนที่ค่อนข้างจะชินกับกริยาตื่นตูมแบบนี้ของเพื่อนอยู่แล้ว กีย์มองเพื่อนด้วยสายตาหงุดหงิดถึงแม้จะแปลกใจกับสาวน้อยผมสายไหมคนนี้ก็ตาม "อะไรของมึงวะ"

"อะไรเหรอ!! ก็ยัยนี่ไง ยัยหัวฟูที่กูเคยเล่าให้ฟังงะ!" เอ๋ยกมือข้างที่ถือกระเป๋าสะพายของเพื่อนรักคนที่พาต้นว่านรุ่นพี่สาวของยัยหัวฟูคนนั้นขึ้นมาชี้หน้าสาวน้อยที่ตอนนี้ทำตาโตจ้องมาที่เขา

"ใครหัวฟูยะ ไอ้หัวหอยเม่น!! แล้วนั่นกระเป๋าพี่ซินนี่ นายทำอะไรพี่ซินของช้าน!!!" สาวน้อยตอนนี้หน้าแดงแก้มป่องชี้นิ้วตอบกลับไปด้วยปลายนิ้วสั่นด้วยความโกรธโดยไม่สนใจคนรอบๆข้างที่ต่างก็หยุดยืนมองด้วยความสนใจและเพื่อนสาวที่ยืนหลบมุมข้างรถด้วยใบหน้าที่ชาจนไร้ความรู้สึก

"หะ หัวหอยเม่น! หัวเม่นยังพอว่าหอยเม่นนี่หยามกันสุดๆ!! ยอมไม่ได้เว้ย!!" กีย์รีบคว้าท่อนแขนขาวของเพื่อนสาวเอาไว้ก่อนที่จะดึงถอยออกมาเพราะรู้นิสัยของเพื่อนเพี้ยนๆนี่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเพื่อนไม่ทำจริงก็เถอะ ดูท่าทางก็รู้แล้วว่าจงใจให้เพื่อนห้าม เพราะเจ้าตัวจงใจทำโอเวอร์ไปเท่านั้นเอง

"ซินเป็นเพื่อนของพวกพี่เอง"

"แล้วมันก็ไม่ใช่พี่ซินอะไรของเธอด้วย ยัยเตี้ยหัวฟู!!" คนผมสีทรายสะพายเป้ของเพื่อนรักเอาไว้แล้วกอดอกเชิดสายตาใส่จูน

"ยะ ยัยเตี้ย!! ชั้นสูงได้สัดส่วนมาตรฐานสาวไทยนะยะ!!" ฝนรีบมาดึงตัวเพื่อนรักเอาไว้ก่อนที่จะพุ่งเข้าตบตีคนฝั่งตรงข้ามให้เกิดเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ในวันถัดมา "อ่า จูนเขาเป็นแฟนกับพี่ซินน่ะค่ะ"

สาวน้อยผมสีน้ำตาลสายไหมมองเชิดสายตาไปที่คนผมสีทรายที่ทำหน้าเหวอตอบกลับมา "ได้ยินชัดหรือยัง เพื่อนกันจริงๆรึเปล่าเนี่ย เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้" เด็กสาวส่ายหน้าไปมาอย่างล้อเลียน

"ไม่เชื่อเว้ย!! ไอ้ซินนะหรอจะเอาเด็กกะโปโลหัวโตตัวเตี้ยแบบนี้มาทำแฟน!!" กีย์ยืนส่ายหัวไปมาดูท่าอารมณ์โกรธจัดของเพื่อนรักจะทำให้ข้อมูลต่างๆในหัวหายไปหมดแล้วกระมัง

"งั้นก็ไปให้เจ้าตัวเขายืนยันเลยมั้ยละ กล้ามั้ย!!" เด็กสาวที่ตัวเล็กกว่ากระโดดเต้นเหยงๆด้วยความโกรธที่ถูกท้าทาย จึงตอบรับด้วยเสียงแหลมดัง "เอาซี่ไปตอนนี้เลย!!"

ดูเหมือนว่าคนรอบข้างจะรับรู้ถึงการแข่งขันเพราะมีผู้ชมคนหนึ่งตบถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยลมทำให้เกิดเสียงที่คล้ายกับเสียงยิงปืนเพื่อเริ่มสัญญาณ

และตามสัญชาตญาณเด็กสาวออกตัววิ่งตรงไปยังห้องพยาบาลทันที ตามด้วยคนร่างสูงที่ออกแรงวิ่งเร็วไม่แพ้กันปล่อยให้เพื่อนของทั้งสองยืนงงกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"แกว่าคราวนี้ใครจะชนะวะ" ฝนหันไปตามต้นเสียงก็พบว่ามีผู้ชมยืนดูอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนและต่างก็ส่งเสียงวิจารณ์กันอย่างออกรส แถมยังมีบางคนวิเคราะห์เหตุการณ์อีกต่างหาก

"กูว่าผู้หญิงตัวเล็กๆนั่นวะ อีกคนมันหน้าซีดๆเหมือนจะเมารถ"

ฝนสบตากับรุ่นพี่อีกคนโดยอัตโนมัติแล้วทั้งคู่ก็ส่งเสียงออกมาอย่างมึนงงพร้อมกันว่า "อะไรเนี่ย"

............................................................................................................................................................................................

"คุณว่าน เป็นยังไงบ้างฮะ" ซินนั่งมองผู้หญิงร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสีขาวของห้องพยาบาล

"อือ เวียนหัวจัง" สาวสวยที่ตอนนี้หน้าซีดเล็กน้อยมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วหลับตาลงเพื่อพักสายตา

"ทานยาไปแล้วนอนสักพักก็คงหายนะฮะ" คนผมดำนั่งมองผู้หญิงที่รักแล้วก็เกิดรู้สึกอดสงสารไม่ได้ เขาเอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสเรือนผมสวยเบาๆ "คุณว่านหิวอะไรมั้ยฮะ เดี๋ยวซินไปซื้ออะไรมาไว้ดีกว่าตื่นมาจะได้ไม่หิว"

ร่างสูงละมือออกจากเรือนผมสวยก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแต่ก็ถูกมือร้อนรั้งท่อนแขนเอาไว้เสียก่อน นัยน์ตาสีนิลมองผ่านกระจกใสลงมาอย่างนึกสงสัยในท่าที เพราะดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ตอนนี้ดูเหมือนจะอ่อนแรงมันมีความหมายบางอย่างที่เจ้าตัวไม่อยากจะเอ่ยออกมา 'อย่าไปนะ'

เขาจึงพยักหน้าเบาๆแล้วนั่งลงกุมมือข้างนั้นเอาไว้แทน จนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาตามทางเดิน

"อีก 12 เมตรจะถึงเส้นชัยแล้วครับ ใครจะชนะในการแข่งขันนัดล้างตานี้กันแน่ ระหว่างสาวน้อยนักสู้กับแชมป์เก่า!!" เสียงโฆษกจำเป็นดังออกไมค์เพราะขณะนั้นเป็นเวลาอ่านข่าวสารของมหาวิทยาลัยในตอนเที่ยงพอดีนั่นเอง ตามด้วยเสียงเชียร์ของนักศึกษาที่ยืนชมการแข่งขันกันอยู่ตามทางเดิน

"10...9 ....8...7" จูนวิ่งเข้าชิดด้านในโค้งมุมตึกเพื่อที่จะฉวยโอกาสแซงคนร่างสูงที่อยู่ด้านหน้าให้ได้แต่ทว่าดูเหมือนว่าคู่แข่งจะรู้ทันเขาจึงวิ่งตัดหน้าเลี้ยวเข้าไปก่อน เด็กสาวจุ๊ปากอย่างไม่พอใจแต่ก็เร่งฝีเท้าวิ่งตามกันอย่างไม่ลดละ ทั้งคู่วิ่งผ่านหน้าอาจารย์วัยกลางคนที่กำลังจะเดินไปยังห้องพยาบาลอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงตึงตังที่ดังลั่นบนพื้นที่ทำจากหินอ่อน

"พวกเธอทำอะไรกันเนี่ย!!!! ห้ามมาส่งเสียงดังบริเวณนี้นะ!!" เสียงแหลมสูงของอาจารย์ประจำห้องพยาบาลดังขึ้นระหว่างที่นักแข่งทั้งสองวิ่งผ่าน "นี่!! บอกให้หยุดยังไงล่ะพวกเธอ!!"

"6...5...4...3..." ร่างสูงที่วิ่งนำคนตัวเล็กมาตลอดเริ่มจะอ่อนแรงลงเพราะผลข้างเคียงจากการเดินทางที่ยาวนานและอาการพะอืดพะอมเหมือนจะอ๊วกก็ออกเริ่มอาการวิ่งซวนเซไปมา

"2...1" เด็กสาวเห็นโอกาสที่ฝีเท้าคนข้างหน้าเริ่มช้าลงก็ยิ้มที่มุมปาก แล้วก็กัดฟันสุดแรงเกิดวิ่งพุ่งเข้าไปเปิดประตูห้องพยาบาลอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแฟนคลับ(?)ที่ส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น

เด็กสาวเปิดประตูออกแล้วหันไปมองคู่แข่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยหลังจากเธอไม่กี่วินาที มือเรียวทั้งสองกอดอกอย่างภาคภูมิใจ

"แฮ่ก แฮ่ก..... เป็นยังไงบ้างล่ะ โฮะโฮะโฮะ" ถึงจะเหนื่อยหอบอย่างไรก็ตามเด็กสาวร่างเล็กก็ยังคงฝืนยิ้มเยาะและหัวเราะเหยียดหยามฝ่ายตรงข้ามอย่างสะใจ

"....." เอ๋ไม่ได้พูดอะไรตอบเพียงแต่วางมือไว้บนเข่าทั้งสองข้างแล้วหอบแรงๆ แต่ก็ส่งสายตาที่ตีความหมายได้ว่า 'ฝากไว้ก่อนเถอะ คราวหลังจะเอาคืน'

จนกระทั่งอาจารย์ห้องพยาบาลวิ่งมาเอาหนังสือไล่ตีเจ้าตัวยุ่งทั้งสอง พวกเขาถึงจะนึกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาห้องพยาบาลได้ออก จูนจึงมองหน้าอีกคนเป็นเชิงตำหนิแต่ก็ถูกรุ่นพี่สาวทำหน้ายียวนตามสไตล์ใส่

ทั้งสองเดินผ่านประตูเข้ามาด้วยท่าทางสะบักสะบอม แล้วจูนก็เห็นคนที่อยากจะพบมาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ด้วยอารามดีใจจึงรีบวิ่งเข้าไปหมายจะกอดคนที่รักให้หายคิดถึงแต่ทว่า พอเห็นสภาพรุ่นพี่ที่รักเหมือนพี่สาวของตนแล้วเป้าหมายจึงเปลี่ยนไปที่ต้นว่านทันที

"พี่ว่านเป็นอะไรรึเปล่าคะ" เด็กสาวรีบแทรกตัวผ่านหน้าคนผมดำเข้าไปจับมือของสาวสวยด้วยความเป็นห่วง ซึ่งคนป่วยก็แค่ส่ายหน้าไปมาเบาๆ แล้วฝืนยิ้มบางตอบรุ่นน้องไป "ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ จูน"

"ไม่เป็นอะไรทำไมตัวร้อนแบบนี้ล่ะคะ?" เด็กสาวเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้คนสวยแล้วเอาหน้าผากของตนแตะกับอีกฝ่ายเบาๆเหมือนที่เคยทำเป็นประจำเป็นวิธีวัดไข้ที่เลียนแบบการ์ตูนญี่ปุ่นมานั่นเอง

ต้นว่านหัวเราะเบาๆอย่างเอ็นดูเพราะน้องสาวคนนี้ยังน่ารักไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย มือเรียวจึงลูบเรือนผมของอีกฝ่ายไปมาเบาๆเพื่อขอบคุณอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

"เขาเป็นไข้น่ะ" ซินมองรุ่นพี่รุ่นน้องที่แสดงความรักต่อกันแล้วก็ชักรู้สึกแปลกๆในใจ

"พี่ว่านไปตากฝนมาหรอค่ะพี่ซิน" เด็กสาวที่ยังไม่รับรู้ถึงอาการแปลกๆของคู่สนทนาก็ถามต่อไปโดยไม่ได้มองไปที่คู่สนทนาแม้แต่น้อย เธอยังคงลูบมือนุ่มไปตามตัวของพี่สาวด้วยความห่วงใย

"เปล่า ...พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นได้ยังไง" เขาขยับแว่นเล็กน้อยอย่างรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่รู้ว่าที่ตัวเองกำลังรู้สึกอยู่มันคืออะไร ก่อนที่จะหันไปเจอเพื่อนรักที่ยืนหอบหน้าแดงอยู่ที่หน้าประตู "แล้วแกมาทำอะไรวะ ไอ้เอ๋"

"เออ นั่นสิ กูวิ่งจนเหนื่อย... ลืมไปแล้วว่ะ" คนผมสีทรายยืนมองหน้าเพื่อนอย่างงงๆ ก่อนที่จะยื่นกระเป๋าสะพายให้อีกคน "สงสัยจะเอากระเป๋ามาให้แก"

"อะไรของแกวะเนี่ย ตูฝากให้เอาไปไว้บนห้องไม่ใช่หรอ" เจ้าของกระเป๋ารับมาก่อนที่จะสะพายกระเป๋าแล้วถามต่อ "แล้วนี่แกจะวิ่งมาทำไมเนี่ย"

"ก็มายืนยันความจริงน่ะสิคะ" เสียงเล็กแหลมดังขึ้นเพราะเจ้าตัวพึ่งนึกขึ้นได้ว่าวิ่งแข่งกันมาทำไม

"..อะไรเหรอ จูนมีอะไรกันหรอจ๊ะ" ต้นว่านที่ตอนนี้ยันตัวขึ้นมานั่งบนเตียงมองหน้ารุ่นน้องทีมองหน้าเอ๋ที

"ก็นายหัวหอยเม่นนั่นน่ะค่ะ เค้าท้าจูนให้จูนมาถามพี่ซินว่า พี่ซินเป็นแฟนกับจูนจริงรึเปล่า" ปลายนิ้วเรียวที่ชี้มาทางเขาเหมือนกับเข็มมาทิ่มทะลุตามร่างกาย คนผมสีทรายยืนตัวแข็งทื่อเพราะเขาพึ่งจะนึกออกถึงแผนการที่แกล้งเป็นแฟนของซิน 'ตายหะ ลืมเรื่องนี้ซะสนิท'

คิ้วเข้มขมวดเป็นปมเมื่อเจ้าตัวหันไปสบตากับเพื่อนรักที่ตอนนี้ยืนหน้าซีดสลับเขียวสลับแดงอยู่ "...ไอ้เอ๋"

สาวสวยนั่งนิ่งไม่ปริปากพูดอะไรแต่อย่างใดแล้วก็ไม่มองหน้าใครด้วย มีแต่เพียงสาวน้อยที่ไม่รับรู้ถึงบรรยากาศมาคุภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวนี้ ลูกแกะน้อยจึงถามหมาป่าด้วยน้ำเสียงร่าเริงปนเยาะคนผมสีทรายไปในที

"พี่ซินก็บอกนายหัวหอยเม่นนั่นไปเลยสิค่ะ ว่าจูนเป็นแฟนกับพี่" สิ้นเสียงสาวน้อยบรรยากาศในห้องดูเหมือนจะเงียบกริบ

เขามองผ่านดวงตากลมโตของเด็กสาวไปยังผู้หญิงที่อยู่ด้านหลัง แต่เธอคนนั้นก็ไม่หันมาสบตาเขาและก็ไม่พูดอะไร นัยน์ตาสีนิลจึงละกลับมาแล้วก็พูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ "เออ จูนเป็นแฟนตู"

"เห็นมั้ยล่ะ จ๋อยละสิ จ๋อยไปเลย โฮะโฮะ" เด็กสาวปรบมือแล้วหัวเราะอย่างร่าเริง ทำให้คนผมสีทรายยิ้มแหยๆว่ายัยคนนี้ไม่ได้รับรู้สถานการณ์อะไรเลย ไม่เหมือนตนที่รู้ว่าหลังจากนี้.....ตายแน่

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเปลือกไม้หลับตาลงอีกครั้ง ก่อนที่จะบอกน้องสาวต่างสายเลือดว่ารู้สึกปวดหัวอยากจะพักผ่อนเต็มที จูนจึงบอกให้พี่สาวพักผ่อนและจะกลับมารับหลังจากที่เลิกเรียนวิชาคาบบ่ายเพราะตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเรียนเต็มที

หลังจากที่เด็กสาวเดินออกไปกับรุ่นพี่ที่เดินคอตกอย่างหวาดหวั่นในชะตาตัวเองแล้วนั้น บรรยากาศมาคุในห้องก็ยังคงอยู่ถึงแม้ว่าคนบนเตียงจะยังคงนอนหลับตาอยู่ก็เถอะ

"...คุณซินกลับไปก่อนก็ได้ค่ะ เดินทางมาเหนื่อยๆ" หญิงสาวที่ยังคงหลับตาอยู่พูดออกมาเบาๆ

"ไม่เป็นไรฮะ เดี๋ยวซินอยู่เป็นเพื่.."

"ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นอยากพักผ่อนเดี๋ยวสักพักจูนก็มารับแล้ว"

"แต่ว่า....." เขาพูดขึ้นมาช้าๆ เพราะรับรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่ายดี "ฮะ งั้นซินกลับก่อนก็แล้วกัน แล้วเจอกันฮะ"

"ค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับวันนี้" ซินมองผู้หญิงอีกคนที่หลบสายตาของเขาแล้วก็เดินหันหลังออกประตูไปอย่างรู้สึกผิด

ภายในห้องพยาบาลที่เย็นเฉียบและเงีบบกริบ หลังจากผู้มาเยือนทั้งหมดได้จากไปแล้ว หญิงสาวลืมตาขึ้นมองเพดานสีขาวนวลแล้วก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าของตัวเอง

"....จูน" เสียงพึมพัมเบาๆเหมือนจะพูดกับตัวเองดังขึ้นมาผ่านผ้าห่มผืนบางที่มีรอยหยดน้ำเล็กๆซึมออกมา

"พี่ขอโทษ"

.....

....

...

'ขอโทษที่เผลอปล่อยใจทำผิดไป'

เสียงประตูไม้จากหอพักปิดดังลั่นอีกครั้ง กระเป๋าสะพายสีดำถูกโยนทิ้งบนเก้าอี้ไม้อย่างไม่ไยดี คนใส่เสื้อสีส้มทิ้งร่างกายของตัวเองลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า

นี่เขาทำผิดพลาดไป

เขาลืมสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ

เขาลืมไปว่าตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะรักเธอได้และไม่ควรจะแสดงออกด้วย

เห็นท่าทีของต้นว่านเมื่อสักครู่แล้วเขาถึงรู้สึกตัว.......

มือเรียวกำหมัดแน่นแล้วทุบบนที่นอนอย่างแรง เขาเอามืออีกข้างก่ายหน้าผากก่อนที่จะสบถออกมาเบาๆ

................................................................................................................................................

"เฮอะ ชั้นไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่านายจะเป็นเพื่อนพี่ซินได้" เสียงเล็กยังคงพูดจาเจื้อยแจ้วตลอดทาง ซึ่งคนร่างสูงก็ไม่อยากฟังนักหรอกแต่บังเอิญทางที่จะไปมันเป็นทางเดียวกัน

"เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่ายัยเตี้ยหัวโตแบบเธอจะเป็นแฟนมันได้" คนผมสีทรายนึกฉุนขึ้นมาอีกครั้งยัยนี่มันนิสัยเด็กจริงๆ เขาไม่มีอารมณ์มาทะเลาะกับใครเวลานี้หรอกนะ

"หัวโต! ผมชั้นออกจะเป็นลอนสวย ดัดแบบญี่ปุ่นเลยนะยะ" เด็กสาวซอยเท้าให้ไวขึ้นแล้วไปยืนดักหน้าอีกคนไว้ "นายมันตาถั่ว! หัวหอยเม่นแล้วยังตาถั่ว!!"

"ทำไม แค่ดัดผมทรงญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ว่าหน้าจะเหมือนนี่.... โดยเฉพาะ" คนร่างสูงหยุดคำพูดเอาไว้ แล้วไล่นัยน์ตาสีอ่อนลงมาแทน "ยังห่างไกลอีกหลายขุม ยัยไข่ดาวเอ้ย"

"อะ..." เด็กสาวทำตาโตหน้าแดงก่ำ "ไอ้ลามก!!" ก่อนที่จะวิ่งไล่ตีรุ่นพี่พร้อมกับร้องโวยวายไปตลอดทาง

.....

....

...

"....พวกมันลืมอะไรไปรึเปล่าเนี่ย" กีย์เดินบ่นไปพร้อมกับถือสัมภาระของเพื่อนรักผมดำและผมสีทราย

"พวกเราคงจะถูกลืมไปแล้วสินะคะ หนูช่วยถือค่ะ" ฝนยิ้มแหยๆแล้วยื่นมือไปถือกระเป๋ามาไว้ในมือ

"ขอบใจ" เสียงรองเท้าผ้าใบกับรองเท้าส้นเตี้ยเดินไปตามทางเดินเบาๆ "บางทีพี่ก็คิดนะว่าทำไมถึงคบมันมาได้จนป่านนี้"

"หนูคิดจนปลงได้แล้วล่ะค่ะ" เด็กสาวมองนาฬิกาที่ข้อมือยังเหลือเวลาอีกประมาณสิบนาทีจะถึงเวลาเรียน "บางทีก็เพลินดี"

".......ก็คงอย่างนั้น" ร่างที่สูงกว่าถอนหายใจ "พี่ชื่อกีย์นะ แล้วน้องชื่ออะไรล่ะ"

"ฝนค่ะ" เด็กสาวยิ้มให้กับรุ่นพี่อย่างน่ารัก แล้วก็เดินต่อไป

"ยินดีที่ได้รู้จัก แล้วก็รู้สึกว่าพวกเราคงจะได้เจอกันไปอีกนาน" คนร่างสูงยิ้มตอบเล็กน้อยก่อนที่จะเดินต่อไปเหมือนกัน

"แล้วก็ท่าทางจะลำบากมากขึ้นด้วยน่ะสิคะ"

"...ก็จริง"

แล้วเสียงอีกเสียงหนึ่งที่ก้องกังวาลได้ตามทางเดินนอกจากเสียงเสียดสีของพื้นยางจากรองเท้าทั้งสองคู่แล้วก็คือ เสียงถอนหายใจเบาๆของคนทั้งสองที่ปล่อยออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย...................

จบตอนที่ 24

 

edit @ 17 Nov 2007 21:30:29 by เซซาเร่

edit @ 18 Nov 2007 18:01:44 by เซซาเร่

ชมรมลับลับขจัดทอมเจ้าชู้ : กลับสู่โลกแห่งความจริง

ไอหย๋า หลังจากเคาะขี้เกลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เอามาลงให้ก่อนเพราะกลัวพวกท่านจะคิดว่าอิชั้นแห้งไปกับเกลือเรียบร้อยแล้ว -*- เขาเปลี่ยนรูปแบบใหม่แล้วหรอเนี่ย!! นี่ชั้นหลังเขาขนาดนี้เลยเร้อออออ

= w =+ อาทิตย์นี้จะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะเป็นยังไงบ้างน๊า พี่ชายเรามันบอกว่า ภาษาอังกฤษยังเต่าตุ่นอยู่เลยดันทะลึ่งไปเรียนญี่ปุ่น .......T [] T  ก็คนมันชอบนี่หว่าความใฝ่ฝันอันนึงเลยนะเนี่ย ลงทุนมากเย็นวันศุกร์นั่งรถทัวร์กลับโคราช วันเสาร์ไปหาหมอดัดฟันแล้วตีรถกลับกรุงเทพ มาเรียน 8โมงเช้าวันอาทิตย์ T [] T

มีมิตรรักจากน่ารักดอทคอมตามมาด้วย = w =+ ที่น่ารักเอาไว้เดี๋ยวไปลงให้ เพราะไม่ค่อยจะยอมคอมเมนต์กันเลยงอนซะเลย หนีไปเล่นแรคเยย!! เหตุผลฟังขึ้นใช่มั้ย!? เพราะงั้นไปเล่นแรคต่อดีก่า เซเวอร์โปริ่งเน่าจริงๆ แต่ก็เล่น -*-

ตอนนี้อาจจะไม่ยาว ก็ถือว่าคั่นไว้ละกัน จะได้อู้ต่ออีกนิด (อะ ตายล่ะหลุดปาก = [] ="!) เอาเป็นว่าอ่านต่อเต๊อะไม่กวนล่ะ  ขอคอมเมนต์หน่อยนะตะเอง ไม่งั้นเดี๊ยวไฟมอดอีก -*-

หลังจากวันแห่งความวุ่นวายนั้นได้จบลง สาวร่างสูงที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากพิษไข้ซึ่งตอนนี้กลับมาอยู่ที่รีสอร์ตเรียบร้อยแล้ว เขายืนมองคณะนักศึกษาที่ต่างก็ถือข้าวของพะรุงพะรังเพื่อที่จะเตรียมตัวกลับไปยังมหาลัยผ่านผ้าม่านผืนบาง ก่อนที่จะปิดมันลงอย่างช้าๆแล้วหมุนตัวกลับไปที่ตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม

ซินเอื้อมมือไปเพื่อที่จะหยิบชุดสีนิลด้วยความเคยชิน แต่แล้วมือเรียวก็ชะงักเล็กน้อยเพราะนึกถึงความฝันเมื่อคืนก่อน

'เพราะเธอทำตัวเหมือนไว้ทุกข์ถึงทำให้พี่เป็นทุกข์' น้ำเสียงใสแต่ฟังดูเศร้าสร้อยนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของคนร่างสูง

"...พี่นันท์"

ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากที่เขาสูญเสียพี่สาวสุดที่รักไป เสื้อผ้าสีสดใสในตู้ไม้ใบใหญ่ก็ถูกเก็บลงกล่องกระดาษพร้อมๆกับสีสันในชีวิตของเขาเช่นกัน นัยน์ตาสีดำกวาดมองเสื้อผ้ามากมายในตู้แต่ไม่มีชุดไหนเลยที่จะมีสีที่แตกต่างจากพวก เขาถอนหายใจก่อนที่จะย่อตัวลงเพื่อที่จะเลื่อนกล่องกระดาษที่มีฝุ่นจับหนาออกมา

ปลายโลหะคมกรีดลงบนกระดาษกาวสีน้ำตาลเข้มก่อนที่คนกระทำจะเปิดฝากล่องกระดาษออกมา เสื้อผ้าสีสันสดใสที่ไม่เคยสัมผัสแสงแดดมาตลอด 4 ปี บัดนี้ก็ยังคงมีสีสันสดใสเหมือนครั้งก่อนที่จะลงกล่อง เขาหยิบเสื้อยืดสีส้มที่เคยเป็นเสื้อตัวโปรดขึ้นมาดมก่อนจะถอนหายใจแล้วสบถออกมาเบาๆ "เหม็นชะมัด"

เจ้าของห้องลดแขนที่ถือเสื้อสีแสบตาลงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ ร่างสูงวางเสื้อยืดไว้บนเตียงก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังคงแคลงใจว่าใครกันที่เป็นผู้มาเยือนเขาแต่เช้าแบบนี้

เมื่อประตูไม้เปิดกว้างออกคนใส่แว่นใสก็ยิ้มให้ผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

"ลุงรุทธ์มีอะไรหรอฮะ มาหาซินแต่เช้าเลย"

"ลุงเพิ่งจะนึกขึ้นได้น่ะ" ชายวัยกลางคนยื่นสิ่งของบางอย่างที่อยู่ในถุงหนังสีดำให้สาวร่างสูง "คือ จะว่ายังไงดีนะ นันท์เขาบอกให้ลุงเอามาให้หนูซินน่ะ"

ซินเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ซึ่งคู่สนทนาก็รีบพูดขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าหลานสาวของตนเอง "เมื่อคืนก่อนนันท์มาเข้าฝันลุง ตอนแรกลุงก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่เอามาให้หนูซินก็ไม่เสียหายอะไรก็ดีกว่าปล่อยมันทิ้งเอาไว้แบบนั้นล่ะนะ"

เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนเต็มใจที่จะให้ของที่ลูกสาวของตนรักและหวงแหนอย่างเต็มใจ คนผมดำจึงรับมันมาแต่โดยดีพร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจ ก่อนที่ลุงรุทธ์จะตัดบทแล้วลงไปด้านลงเพราะเห็นว่าอีกคนยังต้องจัดของเพื่อที่จะเดินทางกลับไปยังกรุงเทพ

ซินเดินถือสิ่งของรูปร่างคุ้นตามาไว้บนเตียง เขารูดซิบถุงสีดำที่ทำจากหนังอย่างดีออกแล้วหยิบเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่ออกมา มือเรียวลูบมันไปมาอย่างคิดถึง เขาไม่ได้เห็นมันมาเกือบสี่ปีเต็มแล้วสินะ เพราะเขาจะเห็นมันก็ต่อเมื่อพี่สาวที่รักหยิบมันออกมาดีดให้เขาฟังเท่านั้น

ปลายนิ้วเรียวดีดลงไปบนเส้นเอ็นบางเบาๆ พอให้เกิดเสียงทุ้มเบาๆขึ้นในเครื่องดนตรีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเจ้าตัวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใช่แล้ว! เขาเคยสัญญากับพี่สาวเมื่อสมัยก่อนว่าจะดีดกีตาร์ให้เธอฟัง หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาถูกพี่สาวคนสวยท้าทาย เพราะว่าซินไม่เคยดีดกีตาร์มาก่อนเลย จึงมักจะถูกพี่นันท์เยาะเย้ยเวลาเธอดีดกีตาร์อยู่เสมอๆ แน่นอนล่ะที่เจ้าตัวจะต้องรู้สึกฉุน ก็เลยไปฝึกเล่นกีตาร์อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่แล้วสุดท้ายเขาก็ยังไม่เคยได้เล่นให้คนที่รักฟังเลยสักที...

เขาขยับแว่นให้เข้าที่ก่อนที่จะมองไปยังนาฬิกา เมื่อเห็นว่ายังอีกนานกว่าจะถึงเวลาเรียกรวมตัว ร่างสูงจึงรีบเปลี่ยนเสื้อแล้วหยิบกีตาร์สีน้ำตาลอ่อนและออกจากที่พักไป เขาเดินมาตามทางที่หญ้าขึ้นสูงเพราะมันไม่ใช่ทางเดินที่ทำไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถจำทางไปสถานที่ที่เขากำลังจะไปได้อย่างถูกต้อง

สายลมสดชื่นในยามเช้าพัดโชยมาอ่อนๆพร้อมกับกลิ่นดอกไม้นานาชนิดที่บางดอกก็ยังคงมีหยดน้ำค้างพราวเกาะอยู่ คนผมดำมาหยุดยืนอยู่หน้าแผ่นป้ายหินสีขาวที่คุ้นเคย เขาลูบหินทรงมนที่ถูกขัดเกลาขึ้นมาอย่างปราณีตเพื่อที่จะปัดกลีบดอกไม้บางส่วนออกไป

"...พี่นันท์ ซินไม่รู้ว่าพี่นันท์จะได้ยินหรือเปล่านะ" เขาย่อตัวลงมาพูดคุยกับรูปภาพของพี่สาวที่ประดับอยู่บนแผ่นหินสีขาว "แต่ตอนนี้ซินเล่นกีตาร์เป็นแล้วนะ"

"แต่ว่าเพราะหรือไม่เพราะมันก็อีกเรื่อง" คนผมดำยิ้มและหัวเราะเบาๆให้กับตัวเอง "เอาเถอะ ก็มีพี่นันท์ฟังอยู่คนเดียวนี่นะ"

คนร่างสูงยืนขึ้นมานั่งลงบนตอไม้ข้างๆ ก่อนที่จะหยิบพลาสติกแข็งอันเล็กขึ้นมาเกาเส้นเอ็นเบาๆ "ซินหัดดีดกีตาร์เพื่อพี่นันท์ เพราะฉะนั้นจะมีแค่พี่นันท์คนเดียวเท่านั้นที่ซินจะเล่นให้ฟัง" เขาพึมพัมออกมาก่อนที่จะหลับตาลงและกรีดปลายนิ้วเรียวไปตามสายเอ็น

ชื่อเพลง/Title : เขียนถึงคนบนฟ้า
อัลบัม/Album : Ost. โคตรรักเอ็งเลย
ศิลปิน/Artist : พิง ลำพระเพลิง

http://musicstation.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6554

เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง
ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง ตั้งแต่เธอจากไป
ชีวิตต้องเดินก็รู้ แต่ไม่รู้จะเดินเพื่อใคร
ดาวบนฟ้าคว้ามาได้ ใครจะร่วมชื่นชม

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันไหม
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ

เพิ่งรู้ว่ากอดมันหวาน
เมื่อเธอนั้นไปไกลลับตา
ใช้ทั้งสองมือไขว่คว้า คงไม่มีค่าใด
ห้องน้อยของเธอกับฉัน ที่วันนั้นมันดูแคบไป
เพิ่งจะรู้มันกว้างใหญ่ เกินจะนอนคนเดียว

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันไหม
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ

คิดถึงเธอ...คนที่ดีที่สุด...
ถึงแม้ได้พูด ในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ...เธอได้ยินฉันไหม...
อยู่แห่งไหน หัวใจมีแต่เธอ
...ได้ยินไหม...คิดถึงเธอ...

หลังจากเสียงร้องของเพลงที่สื่อความหมายด้วยความเศร้าสร้อยจบลง คนผมสีนิลวางกีตาร์ลงด้านข้างก่อนที่จะซบหน้าตัวเองลงที่ไหล่ขวาอย่างช้าๆ

"...เป็นยังไงมั่งล่ะ ยัยบ้า" เขาปาดหยดน้ำใสออกจากดวงตาสีนิลอย่างรวดเร็ว "แค่กีตาร์ซินก็ดีดได้เหมือนกันหรอก"

คนร่างสูงหยิบกีตาร์ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปยังหินสีขาว "หึ อยากทิ้งซินไปก่อนดีนัก คอยดูนะจะใช้ชีวิตให้สนุกจนพี่นันท์ต้องอิจฉาเลย!!"

เขาก้าวเดินออกมาได้สองสามก้าว ก่อนที่จะพูดพึมพัมออกมาโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับไปมอง "...แล้วคราวหน้าจะกลับมาดีดให้ฟังอีกนะ พี่นันท์"

สายลมพัดกลีบดอกไม้สีขาวให้ปลิวว่อนไปมาทั่วบริเวณดูเหมือนจะเป็นคำตอบ คนผมสีนิลหลับตาลงสัมผัสสายลมอันอ่อนโยนเพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาแล้วขายาวก็ก้าวเดินต่อไปเพื่อกลับไปยังที่พักตามเดิม...

................................................................................................................................................................................................................................................................

ท่ามกลางฝูงชนและข้าวของที่วางระเกะระกะ สาวสวยถือกระเป๋าสีน้ำตาลใบไม่ใหญ่นักมายืนรอเพื่อที่จะขึ้นรถเหมือนกับคนอื่นๆ หล่อนกระแอมออกมาเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่เธอต้องนั่งรอให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสองออกจากห้องนั้นจะทำให้หญิงสาวรู้สึกเจ็บคอและดูเหมือนจะเป็นหวัดเพราะความหนาวเย็นในโรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องน้ำของโรงพยาบาล แถมพอสองคนนั้นไปแล้วเธอยังโดนเจ้าคนเจ้าเล่ห์บนเตียงแกล้งแซวเล่นอีกแน่ะว่าหายไปไหนมาซะนาน

หญิงสาววางกระเป๋าลงอย่างนึกฉุน นายคนนี้ชอบหาเรื่องวุ่นวายมาให้เธอเสียจริง มือบางกระชับคอเสื้อทรงคอเต่าเพื่อให้แน่ใจว่ามิดชิดจากสายตาคนอื่น โดยเฉพาะเพื่อนผมสีทรายของยัยสาวหล่อตัวยุ่งนั่นที่มองมาทางเธอด้วยสายตาแปลกๆอีกแล้ว.....

อีกประมาณสิบนาทีจะถึงเวลาที่รถบัสจะออกเดินทางผู้คนส่วนมากก็มายืนรอที่รถเรียบร้อยแล้วยังขาดเพียงแต่คนที่สาวสวยกวาดตามองหา แต่ถึงจะหาเจอเธอก็คงไม่กล้าเข้าไปคุยด้วยหรอกเพราะความรู้สึกเขินอายจากเหตุการณ์เมื่อวานนั้นยังคงอยู่

'ทำไมยังไม่มาอีกนะล่ะเนี่ย อย่าบอกนะว่าตื่นสาย' นัยน์ตาสีน้ำตาลกวาดมองไปมาจนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับสีเสื้อสีส้มแสบตาที่มองจากด้านหลังแล้วเธอรู้สึกเหมือนคุ้นเคยเพียงแต่ว่าคนที่ดูเหมือนจะคุ้นตาเธอนั้นเขาไม่เคยใส่เสื้อสีอื่นนอกจากสีดำ

และทันทีที่คนเสื้อสีส้มนั้นหันกลับมา ต้นว่านก็ยืนมองคนร่างสูงนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะเธอคิดไม่ถึงว่าแค่คนร่างสูงเปลี่ยนสีเสื้อใส่มันจะทำให้อะไรๆดูเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? จากคนเดิมที่เธอเคยเห็น เขาในชุดดำที่มักจะให้บรรยากาศของความเศร้าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและชาชินอะไรบางอย่างแผ่ออกมาถึงคนรอบข้าง แต่บัดนี้ซินคนเดิมที่อยู่ในเสื้อยืดสีส้มกลับให้บรรยากาศที่แปลกไปและดูเหมือนว่าคนอื่นนอกจากเธอก็รู้สึกเช่นกัน

"....ไอ้กีย์" เอ๋มองเพื่อนรักที่ใส่เสื้อสีสันแสบตาเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีอย่างไม่เชื่อสายตาซึ่งคนที่ยืนข้างๆเขาก็แปลกประหลาดใจไม่แพ้กัน ทั้งสองหันไปมองต้นว่านจนสาวสวยสะดุ้งตกใจเพราะอยู่ดีๆก็มีคนสองคนมาหันมาจ้องหน้าเธออยู่แบบนั้น จนคนผมยาวต้องหันหน้าหนีไปเสียเอง

คนผมสีทรายยังคงมองไปที่สาวสวยสลับกับเพื่อนรักที่ใส่เสื้อสีสันแสบตาด้วยแววตาจริงจัง 'ผู้หญิงคนนี้ท่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิดซะแล้ว....'

คนใส่เสื้อสีส้มเดินออกมากับคนวัยกลางคนสองคนที่ทั้งสองมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มละไม เพราะได้เห็นคนที่เปรียบเสมือนลูกสาวอีกคนหนึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซินยิ้มให้ทั้งสองแล้วหันกลับมาพูดด้วยเสียงที่ดังพอสมควรเพื่อที่จะให้คณะนักศึกษาที่มาด้วยกันได้ยินอย่างถ้วนทั่ว

"วันนี้เป็นวันที่เราจะต้องกลับไปยังมหาลัยกันแล้วผมก็มีเรื่องอยากจะขอร้องทุกคนสักหน่อย" นัยน์ตาสีนิลกวาดตามองผู้คนไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนฟังตนจริงๆ ก่อนที่จะเอ่ยต่อ "เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน คิดว่าทุกคนคงจะทราบกันหมดแล้ว" เสียงอื้ออึงดังขึ้นเหมือนจะเป็นคำตอบได้ดี เมื่อเสียงเริ่มซาลงคนผมดำจึงพูดขึ้นอีกครั้ง

"มันจะไม่เป็นการดีนักถ้าพวกรุ่นน้องที่กำลังจะมาที่นี่ รู้ข่าวเรื่องนักพวกเขาอาจจะพาลกลัวจนไม่อยากมาก็เป็นได้ ผมถึงอยากจะให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นความลับอย่างที่สุด" คนพูดหยุดพูดสักพักเพื่อหยิบรับกระดาษแผ่นบางจากป้าสา "ซึ่งผมก็รู้ดีอีกนั่นล่ะว่าความลับไม่มีในโลก เพราะฉะนั้น"

มือเรียวคลี่แผ่นกระดาษออกแล้วอ่านดังๆให้คนแถวนั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึง "ถ้านักศึกษาที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นแม้แต่คนเดียวล่ะก็"

"ค่าที่พักสำหรับ 5 วัน โดยไม่รวมค่าอาหารใดๆทั้งสิ้น คนละ 5000 บาท ค่าใช้สถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมราคาเหมารวม 5 วัน 7000 บาท และค่าอาหารตลอดระยะเวลา 5 วัน คนละ 3000 บาท บิลทั้งหมดจะส่งตรงถึงบ้านของทุกคนที่มีรายชื่อในวันนี้" สาวร่างสูงเปิดแผ่นกระดาษที่เขียนรายชื่อคนที่เช็คอินทั้งหมด เพื่อให้ผู้ฟังที่ยืนหน้าซีดได้เห็นกันโดยทั่ว "หวังว่าทุกคนคงจะให้ความร่วมมือ เอาล่ะกลับกันได้" ซินยิ้มอย่างเป็นพิธีก่อนที่จะหิ้วสัมภาระส่วนตัวแล้วเดินขึ้นรถไป

สาวสวยและบรรดาผู้รับฟังทุกคนได้แต่ยืนค้างกับสิ่งที่เพิ่งจะได้รับฟังไปไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนสนิททั้งสองคนของเจ้าปีศาจเจ้าเล่ห์นั่น เอ๋กับกีย์ยืนอ้าปากค้าง ก่อนที่คนผมสีทรายจะร้องครางออกมา "..แต่ความเจ้าเล่ห์ของมันไม่ได้เปลี่ยนไปเล๊ย ย ย " ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เพื่อนอีกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคนผมสีทราย.....

"ตูว่าเรื่องนี้คงจะกลายเป็นความลับในตำนานของมหาลัยเราไปอีกนานเท่านานเลยว่ะ"

จบ ตอนที่ 23 (ละมั้ง)

 

 



เซซาเร่
View full profile